Packaging City

Packaging Design Knowledge Center

นักออกแบบไทยระดับโลก กับความแตกต่างขั้นสุด ในงานTEDx Chiangmai 2016

TEDxChiangMai เป็นงาน TEDx ที่จัดขึ้นโดยอิสระ ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก TED หากแต่ว่า TEDxChiangMai เป็นมากกว่างานสัมมนาทั่วไป มันเป็นเวทีของ “ความคิดที่ ควรค่าแก่การเผยแพร่” จากบุคคลที่เคลื่อนไหวในแวดวงต่างๆ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอแนวคิด ประสบการณ์ และการปฏิบัติจริง ภายใต้ TED = Technology, E = Entertainment, D= Design เทคโนโลยี, ความบันเทิง และ การออกแบบ

TEDxChiangMai_logo
Tedx Chiangmai Dare to 2016

TEDx ChiangMai ปี2016 มาในธีม “Dare to” กล้าที่จะ….
ซึ่งครั้งนี้มี Speaker จำนวน 22 ท่าน อาทิเช่น
คุณกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เเละอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
คุณโจน จันใด ผู้บุกเบิกและก่อตั้งศูนย์พันพรรณ ชุมชนแห่งการพึ่งตนเอง
คุณสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ BBDO Bangkok
ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สจวท เจ ราช เป็นทั้งนักภาษาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา
คุณสมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับโลก บริษัท Prompt Design
คุณโรส ซาลีน่า อเล็กซานเดอร์ แม็คเคย์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ The Rainbow Room ศูนย์ความตระหนักเชิงบวกเกี่ยวกับความต้องการพิเศษ
คุณจันทน์ปาย องค์สิริวิทยา บุคลากรหลักของ WWF ประเทศไทย
คุณชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจ Startup
คุณฉัตรชัย อภิบาลพูนผล จากธุรกิจบริษัท กล่องดินสอ จำกัด
นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ศัลยแพทย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

Somchana Packaging TEDx Prompt DesignSomchana-Prompt-Design-Packaging-TED-Talk3

Speaker หนึ่งในทีมงาน Packaging City ที่ติดตามเสมอมานั้น ก็คือ
คุณสมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับโลก บริษัท Prompt Design ซึ่งในงานนี้หัวข้อที่คุณสมชนะ พูดถึง ชื่อว่า Recreate Packaging เนื้อหาคร่าวๆก็คือ “แกบอกถึงว่าโลกปัจจุบันที่ทุกคนพูดถึงการสร้างความแตกต่าง ซึ่งสำหรับผมความแตกต่างๆในโลกปัจจุบันมันใช้ไม่ได้แล้ว มันต้องสร้างความแตกต่างแบบขั้นสุด” ในเนื้อหา 10 กว่านาทีนั้น แกมีให้ดูตาราง Differentiation Checklist ด้วย มันคือเครื่องมือไว้เตือนว่า เราสร้างความแตกต่างแบบขั้นสุดแล้วรึยัง

Prompt Design Packaging Design World Thailand

Designing good packaging requires imagination, creativity, and knowledge about materials. To create packaging that stands out from the competition is not easy in a highly competitive market, but Somchana believes it is possible if one pushes oneself. He says that Thai companies often overlook the impact of packaging and should focus more on good packaging design to increase the value of their products in domestic and international markets.

Somchana Kangwarnjit Thailand Designer TEDx Talk Chiang Mai Somchana Kangwarnjit TEDx Talk Somchana Kangwarnjit Designer TEDx Talk 12804733_933056853468899_5815032402795486151_n Somchana Kangwarnjit Packaging Design manny pacquiao10271634_933061436801774_9095272322749282032_n

Filed under: Idea Packaging, Other, Packaging Strategy, Packaging Tips, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

สมชนะ กังวารจิตต์ กรรมการการออกแบบบรรจุภัณฑ์โลก PENTAWARDS ปี 2015

ไม่บ่อยครั้งนักที่คนไทยจะผงาดในเวทีโลก โดยเฉพาะทางด้านบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากว่าประเทศไทยเรายังไม่ได้เห็นคุณค่าของบรรจุภัณฑ์เท่าที่ควรเหมือนอย่างประเทศที่เป็นมหาอำนาจแล้วที่พัฒนาด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์
ประเทศที่พัฒนาแล้วจะส่งเสริมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ด้วยเหตุที่ว่าตัววัตถุดิบสินค้าการเกษตรส่งออกไปขายทั่วโลกจะมีมูลค่าต่ำ ฉะนั้นจึงเป็นเหตุที่ต้องมีการพัฒนาแปรรูปสินค้าจากวัตถุดิบมาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่า และนำมาสร้างแบรนด์โดยการใส่บรรจุภัณฑ์สวยงาม จึงยิ่งทำให้มีมูลค่ามากขึ้นไปอีก
คุณสมชนะ กังวารจิตต์ แห่ง Prompt Design หนึ่งในกรรมการการออกแบบบรรจุภัณฑ์โลกผู้ทรงคุณวุฒิคนไทยที่ไปสร้างชื่อให้โลกอย่างแท้จริง กล่าวว่า “ตัวเขาเองมี Passion ในเรื่องบรรจุภัณฑ์มาก ทำให้เขาไปเปิดตลาดในโลก และเรียนรู้นวัตกรรมในการสร้างมูลค่าของสินค้าผ่านบรรจุภัณฑ์ เพื่อจะมาพัฒนาผู้ประกอบการไทยแบบยั้งยืนต่อไป และคุณสมชนะยังกล่าวต่อไปอีกว่า ยิ่งประเทศไทยมีผลผลิตทางการเกษตรมากมาย ทำให้เราควรที่จะต้องให้การตระหนักเรื่องการสร้างมูลค่าผ่านการออกแบบ เข้าไปอีก”
london-home-page-packaging-prompt-designriba1
ผลงานของคุณสมชนะ กังวารจิตต์ นั้นได้รับการยอมรับจากวงการออกแบบบรรจุภัณฑ์โลกเป็นอย่างมาก ซึ่งทาง Packaging City ได้เสนอเรื่องราวของคุณสมชนะ กังวารจิตต์ ไปบ้างแล้ว ล่าสุด ณ กรุง LONDON ประเทศอังกฤษ จะประกาศรางวัลบรรจุภัณฑ์จากสมาคม PENTAWARDS หรือ สมาคมออกแบบบรรจุภัณฑ์โลกโดยมี คุณสมชนะ กังวารจิตต์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในปฐพีนี้มี 13 ท่าน คือ
1. Gérard Caron – Chairman of the Pentawards, France
2. Somchana Kangwarnjit – Prompt Design, Thailand
3. Asa Cook – Design Bridge, UK
4. Moyra Casey – After Hours, UK
5. Isabelle Dahlborg Lindström – NINE AB, Sweden
6. Dayton Henderson – Global Design for Kimberly-Clark Corporation, USA
7. Takeshi Usui – Kanagawa – Pola Art Foundation, Japan
8. Anna Lukanina – Depot WPF, Russia
9. Sarah Moffat – Turner Duckworth, USA
10. Elie Papiernik – centdegrés, France
11. Gregory Tsaknakis – Mousegraphics, Greece
12. Jamie Stone – GSK, Singapore
13. Olof ten Hoorn – Cowan, Australia
Chaired by Gérard Caron-France, the truly International Jury of the 9th Pentawards is composed by 12 highly esteemed packaging designers and brand-owners.
Somchana Kangwarnjit from Prompt Design Thailand one of jury members in World Packaging Design Awards Competition PENTAWARDS 2015

Somchana Kangwarnjit from Prompt Design Thailand one of jury members in World Packaging Design Awards Competition PENTAWARDS 2015

Filed under: Idea Packaging, Other, Packaging Strategy, Packaging Tips, , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

สร้างแบรนด์เทรนด์ใหม่ ICONIC BRAND

iconic-brands

ปัจจุบันแบรนด์ใหญ่ๆ หลายๆแบรนด์ของโลกเริ่มขยับตัวมากขึ้น พยายามใช้วิธีการออกแบบในเชิง ICONIC กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โค้ก, เป๊ปซี่, ไฮเนเก้น, Mcdonald’s และมีอีกหลายแบรนด์ที่ผมรู้และยังเปิดเผยไม่ได้ที่กำลังจัดระบบหน่วยการจดจำเชิง ICONIC ซึ่งวันนี้จะมาอธิบายความหมายของ ICONIC และ วิธีการสร้าง ICONIC ทำอย่างไร

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยกระดับแบรนด์กลายไปเป็นขั้น ICONIC หรือ สัญลักษณ์ได้ แนวความคิดของการออกแบบให้กลายเป็นสัญลักษณ์นั้น พูดง่ายๆเหมือนการสร้างลายเซ็นต์ประจำตัวของแบรนด์นั่นเอง

แต่บางทีแล้วแบรนด์หลายๆแบรนด์ในอดีตนั้นมันเกิดมาด้วยความบังเอิญบ้าง เกิดมาด้วยสินค้าบ้าง เรียกง่ายๆว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่สุดท้ายมันก็โตขึ้นเรื่อยๆ มันเลยไม่มีขั้นตอนความคิดมาในอดีต ซึ่งเราในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มาสานต่อนั้นจำเป็นต้องคิดในมุมนี้บ้าง แต่สำหรับแบรนด์หน้าใหม่นั้น เป็นโอกาสของเราที่จะตั้งต้นเพื่อที่จะจัดระบบความคิด เพื่อที่จะก้าวไปสู่ ICONIC BRAND อย่างแท้จริงในอนาคต

iconic-brand-building

อัยย่ะ ICONIC BRAND คืออะไรเหรอ…????

ICONIC BRAND ก็คือการสร้างสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง อย่างมีหลักการเพื่อที่จะทำให้ผู้ซื้อนั้นจดจำแบรนด์ของเราได้ ตัวอย่างเช่น ตัวอักษร M คือ Mcdonald’s, เครื่องดื่มอัดลมสีแดงคือ Coca-Cola, เลข 7 คือ เซเว่น-อีเลฟเว่น, ตัวอักษร LV บนกระเป๋า, เส้นสามเส้น คือ Adidas เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นขั้นสุดของแบรนด์แล้ว พูดง่ายๆก็คือ บางทีเราอาจจะเห็นตัวอักษร M ที่ใดสักที่หนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับ Mcdonald’s เลย แต่เราอาจจะนึกถึงมันก็ได้ คราวนี้แบรนด์มันแทบจะเข้าไปฝังไว้ในหน่วยความจำของเราไปโดยปริยาย นี่คือสิ่งที่นักสร้างแบรนด์ต้องการ

โอเคผมว่าทุกๆคนน่าจะพอมองเห็นภาพของ ICONIC BRAND แล้วแหละ ดังนั้นผมของอนุญาตเข้าเรื่องเทคนิคของการสร้างแบรนด์ในส่วนของดีไซน์ เพื่อที่จะให้เป็น ICONIC อย่างแท้จริง ว่าควรต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ข้อที่ 1. ต้องเรียบง่าย

ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ซื้อทุกๆคนนั้น มิได้มีระบบความจำที่แม่นยำเท่าเทียมกัน ดังนั้นการทำอะไรเรียบง่าย น้อยๆนั้น คนทุกๆคนมักจะจดจำได้ ตัวอย่างเช่น ตัวอักษร M Mcdonald’s, แม้แต่ฉลากแถบเฉียงๆของเหล้า Johnnies Walker, เครื่องหมายถูกของไนกี้, ผลแอปเปิ้ล ของบริษัท Apple Computer หรือแม้กระทั้งลวดลายตารางหมากรุกของกระเป๋า Louis Vuitton เป็นต้น ดังนั้นสรุปได้ว่ากราฟิกที่ควรจะต้องใช้เพื่อการเป็น ICONIC มันต้องเป็นอะไรที่ง่ายๆ เช่น เป็นเส้น เป็นรูปทรงเรขาคณิต เป็นตัวเลขตัวอักษร หรือเป็นคน,สัตว์,สิ่งของพื้นฐาน เป็นต้น

Campbells_Marlboro_Packaging_Design

ข้อที่ 2. ต้องเลือกใช้สีพื้นฐาน

สีเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างการจดจำได้ ผมเคยเขียนเรื่องของสีไปเมื่อประมาณปีที่แล้ว (ท่านหาอ่านได้จากนิตยสาร SMEs PLUS เล่มเก่าๆได้) แต่สีที่จะใช้นั้นถ้าเป็นไปได้ควรจะต้องใช้เป็นสีหลัก(แดง เหลือง น้ำเงิน) หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็พออนุโลมสีรองก็ได้(ส้ม เขียว ม่วง) เช่น บรรจุภัณฑ์ Marlbolo ที่เป็นรูปตัว M แหลมๆ สีแดง, ซุป Campbells ที่เป็นแถบขาว แดง, หรือแม้แต่เบียร์ไฮเนเก้น ที่เป็นขวดเขียวตราดาวแดง เป็นต้น

packaging coke iconic historyiconic-absolut-vodka-packaging

ข้อที่ 3. ต้องสร้างทรวดทรง

อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญมากๆที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง ICONIC ได้ก็คือ ทรวดทรงองเอวของบรรจุภัณฑ์ให้แตกต่างจากตลาดแต่ต้องมีความเรียบง่ายอยู่ด้วย ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างทรวดทรงองเอวก็คือ ขวด Coca-Cola, ขวด Absolut Vodka, ขวดซอส Heinz, เป็นต้น

ข้อที่ 4. ต้องกล้าที่จะต่าง

การออกแบบรรจุภัณฑ์ความยากที่สุดก็คือ การบริหารจัดการพื้นที่บนฉลาก ทั้งแบรนด์ก็ต้องการจะใหญ่ให้เห็นชัด อีกทั้งยังต้องการลวดลายเพื่อที่จะสร้าง ICONIC อีก บางทีอาจจะต้องมีรูปผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่เพื่อจะบอกว่าเป็นสินค้าอะไรอีก สิ่งเหล่านี้คือหน้าที่ของนักออกแบบที่ต้องบริหารจัดการพื้นที่ด้วยเหตุผลและหลักการ เพราะว่าเราก็ยังต้องสู้กับคู่แข่งอีกมากมาย ดังนั้นความแตกต่างเสมือนดั่งความท้าทายความรู้ความสามารถของนักออกแบบนั่นเอง แต่ถึงยังไงผู้ประกอบการต้องพึงเข้าใจถึงข้อนี้ด้วย

toberlone packaging design

ข้อที่ 5. ตอกย้ำจุดยืน

เป็นอีกข้อที่จะต้องเตือนสติถึงจุดยืนของการสร้าง ICONIC เสมือนดั่งแบรนด์ช็อกโกแลต Toblerone ที่คงจุดยืนในรูปทรงช็อกโกแลตรูปสามเหลี่ยมมาโดยตลอด จนทุกๆคนจดจำได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งต้องพยายามนำเสนอจุดยืนประชาสัมพันธ์ออกไปในทุกๆช่องทางที่เป็นไปได้ เพื่อตอกย้ำให้ทุกๆคนรับรูปว่าตัวตนของแบรนด์เรานั้นคืออะไร มีอะไรบ้างที่จดจำได้บ้าง ต้องทำบ่อยๆ จนเข้าไปสู่จนสามารถฉายภาพแบรนด์ของเราในใจเค้าได้ จึงถือว่าประสบความสำเร็จ

Iconic-brand-guideng

บางทีท่านอาจจะไม่สามารถใช้ได้ในทุกๆข้อ ก็ไม่เป็นไรครับ เพียงแต่ถ้าใช้ได้ทุกๆข้อนั้น พลังความเป็น ICONIC มันก็จะแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความเป็นจริงนั้นอาจทำได้ยาก เจ้าของแบรนด์คงต้องพิจารณาเป็นข้อๆไป ว่าข้อไหนเหมาะสมกับแบรนด์ของเราบ้าง หรือข้อไหนจะใช้ในสื่อไหน เป็นต้น แบรนด์ของท่านจะกลายเป็นแบรนด์ที่มีหลักการและแนวทางที่ชัดเจนต่อไป ขอบคุณครับ^^

เครดิต : SMEs Plus

Filed under: Idea Packaging, Other, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , ,

แคมเปญ…ไอเดียแจ่ม version โค้ก

วันนี้ขอแนะนำแบรนด์ Coca-Cola ที่ทุกๆคนคุ้นเคย แต่จะเล่าถึงไอเดียของ โคคาโคล่า เจ๋งๆที่คุณอาจไม่เคยรู้เพราะว่า เรารับรู้แค่ในประเทศไทยประเทศเดียว แต่ผมจะไปนำไอเดียของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แบบโค้กในต่างประเทศว่าเค้าทำอะไรบ้างมาเล่าให้ท่านๆฟังกันนะครับ

original Coco-ColaHandout Coca-Cola Photograph

เริ่มกันเลยดีกว่าครับ….!!!

ไอเดียที่ 1. ในปี 2011 ที่ผ่านมาแคมเปญหรือไอเดียนี้เริ่มในประเทศออสเตรเลีย ชื่อแคมเปญที่ว่า “Share a Coke” เริ่มช่วงประมาณตุลาคม โดยเริ่มมาจากว่าวัยรุ่น 50% ไม่ชอบรสชาติโค้ก ทางโค้กก็พยายามหา Gimmcik idea ให้วัยรุ่นหันกลับมาดื่มโค้กด้วยวิธีที่ชาญฉลาดก็คือ ใช้วิธีพิมพ์ชื่อคนที่มีการตั้งชื่อสูงสุดในออสเตรเลีย 150 ชื่อลงบนกระป๋องโค้ก เช่น Matt, Nan, Joel, Anna เป็นต้น และกระจายไปตามตู้แช่ในหัวเมืองต่างๆ โดยออกแบบให้ชื่อนั้นอยู่ตำแหน่งเดียวกันกับโค้กเลยก็ว่าได้ ถือเป็นความตั้งใจ แต่จะมี Wording เขียนกำกับไว้ข้างหน้าชื่อว่า Share a Coke with…. หลังจากออกตลาดไปพบว่าคนมีการแชร์ในโลก Social Network และมีคนพูดถึงเป็นจำนวนมาก ก่อนที่โค้กจะเปิดตัวว่านี่คือแคมเปญ Share a Coke ให้รับรู้ทั่วกันอย่างเป็นทางการ ทางคุณ Lucie Austin Marketing Manager กล่าวว่ามันเป็นการย้ำเตือนให้ลูกค้านั้นนึกถึงคนที่เคยเกี่ยวข้องในชีวิต หรือไม่ก็ลืมติดต่อกับเค้า หรือไม่ได้ติดต่อกันเสียนาน อยากที่จะนำขวดโค้กกระป๋องโค้กไปแชร์กันอย่างสนุกสนาน มันสร้างความฮือฮามากๆขนาดลูกค้าสามารถเข้า Facebook ไปเลือกเพลงประจำตัวประจำชื่อได้และแชร์ผ่านออนไลน์

coke_connect_land11skr5i.jpgcoca-cola-share-a-coke-1-2000-84478

บางคนคิดว่า อ่าว…!!! ชื่อฉันไม่โหลจะทำยังไงดีล่ะ ก็แค่ไปลงทะเบียนนัดผ่าน Facebook Fanpage ของ Coke ซึ่งจะมีกิจกรรมต่างๆที่นำชื่อของท่านไปใส่ไปตามจุดต่างๆ เพื่อเอาใจแฟนโค้กได้ทั่วถึง

ส่วนคนที่ชื่อไม่โหล ก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะโค้กคิดเผื่อไว้ให้แล้ว

ใครที่อยากจะมีชื่อตัวเอง ชื่อเพื่อน คนในครอบครัว คนรู้จัก หรือคนที่อยากรู้จัก พิมพ์ลงบนกระป๋องโค้กขนาด 200 มิลลิลิตร ก็ไปลงทะเบียนนัด ผ่านแฟนเพจของแชร์อะโค้กในเฟซบุ๊กซึ่งจะมีกิจกรรมไปชื่อบนกระป๋องให้ตามต้องการตามจุดต่างๆ ที่ประกาศไว้ เป็นการเอาใจผู้บริโภคแฟนโค้กเป็นส่วนตัวอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน

Things_we_like_coca_cola_can1

ผลที่ได้คือ 7% ในการเพิ่มขึ้นของยอดกลุ่มวัยรุ่น, ยอดขายเพิ่มขึ้น 3%, 870% ในการเพิ่ม Traffic ในเฟสบุ๊ค, กว่า 12 ล้านมีเดียที่ได้ฟรี และ 76,000 แชร์กันในเฟสบุ๊ค เพียงไม่ถึงเดือนแฟนเพจของโค้กก็มีกดไลค์ 6 แสนกว่าราย มีคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกือบ 2 หมื่นราย

ไอเดียที่ 2. โค้กสร้างแคมเปญ แบ่งปันกระป๋องโค้ก แบ่งปันความสุข (Sharing Can) เป็นอีกแคมเปญ แชร์ความสุขด้วยการแบ่งปันกระป๋องโค้ก อย่างที่เรารู้โค้กแคมเปญนี้เป็นไอเดียของ Ogilvy & Mather ประเทศสิงคโปร์และฝรั่งเศสที่ทำงานร่วมกัน สร้างแคมเปญแบ่งครึ่งกระป๋องโค้กโดยได้ออกแบบแนวคิดใหม่ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังทางความคิดสร้างสรรค์ด้วยการนำโค้กกระป๋องขนาด 330 มิลลิลิตร มาแบ่งให้เพื่อนได้ด้วยการบิดกระป๋อง เมื่อบิดกระป๋องแล้วจะได้ออกมาเป็น Coke can 2 กระป๋องเล็กเพราะตอบปัญหาเรื่องคนทานน้ำอัดลมปริมาณน้อย กับสร้างการแบ่งปันและความสัมพันธ์มิตรภาพคนรอบข้างด้วยกระป๋องเล็กๆใบนี้ได้ด้วย

coke-sharing-cancoca-cola-sharing-can-600-92051 maxresdefault

ไอเดียที่ 3. โค้กได้คิดจากแคมเปญ การแชร์กันการช่วยเหลือกันอีก ออกแคมเปญวันเพื่อนแห่งชาติมา ซึ่งเป็นวันที่ 20 July โดยลงทุนทำเครื่อง Vending Machine หรือตู้กดน้ำ แต่ทำในขนาดใหญ่มาก ให้ชื่อว่า Friendship Machine ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถจะหยอดเหรียญหรือกดน้ำได้ ต้องมีเพื่อนมาพยุงต่อกันเพื่อที่จะต่อตัวขึ้นไปกดน้ำโค้กทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์แบบใหม่เกิดขึ้นตามแคมแปร์การแชร์ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันตรงตามเป้าหมายที่คิด ผลลัพธ์ที่ได้นั้น ยอดขายโตขึ้นจาก Vending Machine ปกติถึง 1075%, ขาย 800 กระป๋องใน 9 ชั่วโมงต่อหนึ่งตู้

18996 Coca-Cola vending machine Ziggo dome oktober 2012 LR coca-cola-the-friendship-machine-2000-35490

ไอเดียที่ 4. โค้กต้อนรับ Summer ของทางประเทศโคลัมเบียฝั่งอเมริกาใต้ ด้วยการเสิร์ฟโค้กในขวดน้ำแข็ง ซึ่งเป็นขวดน้ำแข็งแท้ๆ ละลายได้จริง โดยไม่ต้องนำขวดมา Recycle ใหม่ ความคิดสร้างสรรค์นี้เป็นฝีมือของ Agency ชื่อดังอย่าง Ogilvy & Mather ที่นำมาเปิดตัวที่ชายหาย Cartagena ประเทศ Columbia โดยออกแคมเปญCoca Cola Ice Bottle  บริเวณขวดน้ำแข็งถูกพันด้วยพลาสติกลายโลโก้โค้ก ที่ทำเลียนแบบขวดโค้กของจริง และช่วยให้เป็นภาชนะป้องกันความเย็นจากขวดน้ำแข็ง เป็น Idea ที่เจ๋งมากๆ Eco-Friendly ต่อโลกต่อธรรมชาติอีกด้วย เรียกได้ว่าพลังความคิดสร้างสรรค์เหลือรับประทานจริงๆ

Coca-Cola-Ice-bottlescoca-cola-ice-bottle-hed-2013

ไอเดียที่ 5. กอดฉันหน่อย ไอเดียการทำตู้กดน้ำที่มีแนวความคิดจากแคมเปญ Open Happiness ซึ่งเป็นแก่นนั้น ทำให้ตู้กดน้ำที่เกิดจากการกอด หรืออ้อมกอดของเราที่แสนอบอุ่นถ่ายทอดไปยังตู้กดน้ำ โดยลักษณะตู้กดน้ำนั้นจะมีข้อความเขียนว่า Hug Me อยู่ พอเจ้าตัว Hug Machine นี้ออกไป ผลลัพธ์ทำให้คิวของตู้นี้ยาวเหยียดมาก, มีเดียที่ได้ในเวลา 2 อาทิตย์ เป็นจำนวน 116 ล้าน รวมถึง 1.5 ล้านเป็นวีดีโอ ถือว่าลงทุนเพื่อฟรีมีเดียได้ดีเลยทีเดียว

20120329_162738

ไอเดียสุดท้าย เป็นงานสิ่งพิมพ์โฆษณา Coca-Cola Grib ที่เชิญชวนให้รู้จักถึงสินค้าใหม่อย่าง Coca-Cola Grip ว่ามีข้อดีอย่างไร จับถนัดมือ ไม่หลุดหล่นง่าย เค้าจึงออกแบบให้เกิดประสบการณ์ใหม่ ซึ่งใช้ตีนตุ๊กแก หรือ Velcro tape นั้นเป็นแผ่นโฆษณาแกนที่จะพิมพ์กระดาษ ฉะนั้นเมื่อไปติดตั้งบริเวณป้ายรถเมล์ เนื่องจากพฤติกรรมคนชอบยืนพิง ทำให้เมื่อไปยืนพิงป้าย Coca-Cola Grip ทำให้ตัวตีนตุ๊กแกนั้นดูดเสื้อผ้า ทำให้สะดุดตาหรือเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น พอมาอ่านป้ายก็เสมือนเฉลยว่า มันคือ Coca-Cola Grip ไม่หลุดง่าย เป็นต้น

coca-grip-velcro

ทั้งหมดสำหรับครั้งนี้พยายามให้ท่านๆเห็นว่า แบรนด์ๆหนึ่งนั้น สามารถสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นที่เป็นชิ้นเอกที่สามารถสร้างความโดดเด่นความฮือฮาได้มากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่จินตนาการว่าแบรนด์ของท่านสามารถสร้างได้แบบนี้หรือไม่ ยังไงมันถือเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านให้ความสำคัญในการสรรสร้างผลงานไม่มากก็น้อย บางทีท่านอาจจะสร้างแค่ครั้งเดียวแล้ว WoW จนกลายเป็น Talk of the town ในที่สุด

เครดิต : SMEs Plus Magazine

Filed under: Idea Packaging, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , ,

ดารา พารวย จริงเหรอ…???

วันนี้จะมาเล่าเรื่องที่หลายๆคนอยากรู้ ดูเสมือนไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเองก็คือ เรื่องของดารา แต่ผมไม่ได้จะเล่าในแนว Gossip ซุบซิบดารานะครับ ผมจะพูดในเชิงของดารา พาแบรนด์เรารวยได้จริงเหรอ….???

Celebrity_Marketing_RT

จริงๆแล้วนะครับดารานั้นค่อนข้างที่อยู่คู่คนไทยมากๆ โดยเฉพาะละครดังหลังข่าว หนังภาพยนตร์ เกมส์โชว์ หรือแม้แต่งานอีเว้นท์ อีกทั้งยังมาปรากฎให้เราเห็นตามหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ในอินเตอร์เน็ต และยังตามมาหลอกหลอนเราจนกระทั่งเราไปซื้อของตามซุปเปอร์มาร์เก็ตกันเลยทีเดียว ทุกวันนี้เรียกได้ว่าดาราได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว เค้าเสมือนดั่งเพื่อนนำทางของเรา ทั้งนำทางในเรื่องการกิน เช่น เค้าก็ไปเป็นตัวแทนสินค้า (Presenter) พยายามบอกเราว่า สินค้านี้ดีอย่างงั้นอย่างงี้ หรือเรื่องการอยู่ เช่น เค้าบอกเราว่าอยู่ที่นี่ ซื้อบ้าน ซื้อเครื่องนอนแล้วมีความสุข หรือเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ เช่น ทำประกันชีวิตแบบผมแล้วดีอย่างนู้นนี้นั้น ก็ว่ากันไป เห็นมั้ยครับดารานี่เปรียบเสมือนเพื่อนเราจริงๆนะครับ บางทีผมว่าเราเห็นหน้าดารามากกว่าเราเห็นหน้าแฟนของเราเสียอีก

เข้าเรื่องดีกว่า ดาราหรือบุคคลรู้จักนะครับ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. Celebrity Endorsers คือ บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการต่างๆ
2. Person Endorsers คือ บุคคลทั่วๆไปที่มีรูปร่างหน้าตาดี แต่อาจยังไม่เป็นที่รู้จัก

ขั้นตอนการเลือกดารามันมีหลายหลายตำรา หลายสำนัก ในการเลือก แต่ตำราผมมี 4 อย่างที่สำคัญและเข้าใจง่ายๆ คือ
1. คุณจะใช้ดารามาช่วยอะไรให้คุณ
2. ถ้าจะเลือกดาราอย่างถูกต้อง ต้องหาข้อมูลว่าดาราทั้งหมด คนไหนเหมาะสมกับคุณที่สุด
3. คุณคิดอย่างไรกับเงินก้อนใหญ่ที่จะโฆษณาดาราและสินค้าของคุณเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นบ้าง
4. พิจารณาจากระยะเวลาที่เหมาะสม
ลองมาดูว่าดาราดาราหญิงค่าตัวสูงสุดในปีที่แล้ว ขอขอบคุณข้อมูลจากกระปุกดอทตอม

อันดับ 1 อั้ม พัชราภา โฆษณา 8.6 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 2 ชมพู่ อารยาโฆษณา 7.5 ล้าน / ชิ้น

อันดับ 3 พลอย เฌอมาลย์ โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 4 แอน ทองประสมโฆษณา 6 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 5 แอฟ ทักษอร โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 6 นุ่น วรนุช โฆษณา 5.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 7 เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 8 แพนเค้ก เขมนิจ โฆษณา 5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 9 ญาญ่า อุรัสยา โฆษณา 4.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 10 มิน พีชญา โฆษณา 4.5 ล้านบาท / ชิ้น

ข้อดีของการใช้ดารามาโฆษณา ก็คือ
1. Credibility (ความน่าเชื่อถือ) แปลว่า ใช้คุณสมบัติของตัวดารามาสร้างความมั่นใจ (Confidently), ความเชื่อถือ (Believe) และความไว้วางใจ (Trust) เช่น นางงามจักรวาล นาตาลี เกลโบวา มาโฆษณาเครื่องสำอาง BSC, พีท ทองเจือ เป็นดารานักแข่งรถโฆษณา ปตท. หรือแม้แต่ ลิโอเนล เมสซี่ โฆษณา อาดิดาส  เพราะว่าเสมือนดั่งดาราคนนั้นใช้ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

adidas-F50-adiZero-1_1200x870
2. Brand Linkage (ความเชื่อมโยงของแบรนด์กับดารา)  คือ เมื่อไรที่เห็นดาราคนนี้จะนึกถึงแบรนด์นั้นๆได้ทันที เช่น น้าแอ๊ด คาราบาว โฆษณาคาราบาวแดง , นุสบากับลูกๆ พรีเซนเตอร์โฆษณานมผงดูเม็กซ์, ไมเคิล จอร์แดน เป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ไนกี้ เมื่อไรที่เห็นไมเคิล แทบจะแยกความเป็นไนกี้ไม่ออกเลยทีเดียว หรือ กีกี้ ศักดิ์ นานา นักดริฟท์รถชื่อดังโฆษณาเครื่องดื่มกระทิงแดง

Michael_Jordan_Wings_6_by_creative_360mj sponsor
3. Attractiveness (การสร้างเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ) คือ สร้างแรงดึงดูด หมายความว่าตามปกติแล้วการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ มันก็เสมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูดอยู่แล้ว และยิ่งเลือกพรีเซนเตอร์ที่โดนๆและดึงดูด มันก็จะสร้างความน่าสนใจได้ยิ่งๆขึ้นไปอีก เช่น บัวขาว โฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า, ตุ๊กกี้ โฆษณาซันซิล, ณเดชน์ ญาญ่า โฆษณามันฝรั่งเลย์ เป็นต้น
Banner Pancake

โมเดลการตลาดแบบที่ใช้ดารานี้ได้ถูกนำมาพัฒนาและลบจุดอ่อนต่างๆของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง อาจมีการใช้ชื่อเสียงของดารานั้นๆ เป็นเพียงตัวจุดพลุให้เกิดความสนใจในระยะแรก พูดง่าย ๆ คือถ้าใช้งบประมาณทางการตลาดเท่า ๆ กัน สินค้าของดาราจะได้เปรียบกว่า เพราะนอกจากชื่อเสียงของดารา ที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจในสินค้าแล้ว ตัวดาราเองยังได้ฟรีมีเดียเยอะ จากการไปออกรายการทีวี รายการ Gossip ต่างๆ หรือจากการให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ ซึ่ง หลังจากนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือต้องหันไปปรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ โดยเป้าหมายทางการตลาดให้สินค้าเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง

ถือว่าไม่ใช่เล่นๆนะครับสำหรับการจะจ้างดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ สำหรับธุรกิจ SME ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นต้องลองชั่งใจ คำนวณความคุ้มค่าต่างๆดูว่า สมควรจะนำดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์เรารึเปล่า บางทีท่านอาจต้องเลือกดาราให้ดี มิฉะนั้นถ้าแบรนด์เราแขวนอยู่กับดารามากเกินไปบางทีแล้วพฤติกรรมของดาราอาจทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าท่านพังลงชั่วข้ามคืนก็เป็นได้ แต่ในทางกลับกันแบรนด์ต่างๆก็แจ้งเกิดด้วยการใช้ดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ เช่น วุฒิศักดิ์คลีนิก เป็นต้น น่าคิดนะครับ
ปล. ขอบคุณนิตยสาร SMEs Plus

Filed under: Other, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , ,

ขนาด…ใครคิดว่าไม่สำคัญ….???

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมจั่วหัวแปลกๆ ฮั่นแน่….!!!!!

ผมรู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ ถูกต้องแล้วครับ….!!!! วันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องของขนาด ขนาด แล้วก็ขนาด ความเป็นจริงแล้วขนาดหรือ ไซส์นั้นมีผลมากจริงๆ ตัวอย่างเทรนด์ปัจจุบันที่ผู้หญิงชอบนักชอบหนาที่ไปทำหน้าอกที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม มันก็ย่อมต้องมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นใจ เรื่องบริหารสเน่ห์ เรื่องกลัวแฟนไม่รัก หรืออีกร้อยแปดเหตุผลตามแต่จะสรรหามา ซึ่งในความเป็นจริงจากผลการวิจัยนั้นได้ระบุชัดเจนว่า 47% ในการมองแวบแรกของผู้ชายมีเป้าหมายที่หน้าอกสาว แสดงว่าเป็นการตอกย้ำสาวๆ ว่าความไม่มันใจเรื่องหน้าอกหน้าใจนั้นแสดงว่าไม่ได้คิดไปเอง

นี่แหละครับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าขนาดนั้นสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายขนาดไหน… !!!!

แค่่เขียนเกริ่นนำ ท่านผู้อ่านก็คงอยากรู้แล้วสิครับว่าเรื่องราวไซส์ๆขนาดๆ เนี่ยมันเกี่ยวอะไรกัน…!!!!!

ในวงการตลาดนั้นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดด้านราค้า ราคา หรือ Price  Strategy มันก็คือ กลยุทธ์ด้านขนาด ( Size )

นี่ไงครับ เห็นมั้ย เริ่มเกี่ยวกันแล้ว…..!!!!

ท่านจะสังเกตเห็นว่าหลากหลายผลิตภัณฑ์จะมีการ เพิ่มหรือลดหรือปรับขนาด กันอยู่บ่อยๆ ครั้ง มันมีที่มาอย่างไรเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังและเข้าใจได้ง่าย ดังนี้

1. Emotional Benefit หรือ ปรับไซส์เพื่อตอบสนองทางด้านความรู้สึกผ่านบรรจุภัณฑ์(Packaging) พูดเป็นทางการแบบนี้ท่านอาจจะงง ผมจะอธิบายให้ฟังตัวอย่างเช่น บริษัท ฟริโต เลย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตมันฝรั่งแผ่นยอดนิยม และเป็นเจ้าตลาดขนมขบเคี้ยว ออกสินค้าใหม่ก็คือ เลย์ ลอง ขนาด 72 กรัม ราคา 25 บาท ซองยาววววขึ้น สูงขึ้น ปริมาณมากขึ้น โดยสิ่งที่เลย์อยากจะพูดนั้นก็คือ “ความสนุก ยาวตลอดทริป” ซึ่งแปลว่าถ้าคุณเลือกซื้อ เลย์ลอง คุณจะสามารถทานอย่างมีความสุขได้ตลอดทั้งการไปเที่ยวเลยทีเดียว สังเกตจากกราฟฟิกและโฆษณาทุกๆอย่างที่ทาง เลย์ เลือกใช้นั้นจะเป็นกราฟฟิกรูปการเดินทาง มีรถแวน, ป้ายเส้นทาง, ถนนหนทาง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สื่อสารในเรื่องของการไปเที่ยวหรือวันพักผ่อนผ่าน Emotional Benefit แบบเต็มๆ อย่างชัดเจนว่า เมื่อคุณออกเดินทางไปไหนก็ตาม เลย์ลองสามารถเป็นความสนุกของคุณตลอดเส้นทางได้ หลังจากที่ เลย์ Launch ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ออกไป โดยใช้กลยุทธ์การปรับไซส์ เพิ่ม Perception ทางด้านความรู้สึก (Emotional) ซึ่งจับต้องไม่ได้ ทำให้ยอดขายของเลย์เพิ่มขึ้นเป็น 200% ซึ่งสูงมากๆในรอบหลายปีเลยทีเดียว

ข้อสังเกตุ ซึ่งตามปกติแล้วนั้น เดิมเลย์จะมีขนาดทั้งหมด 3 ขนาด คือ ขนาด 5 บาท 14 กรัม, ขนาด 10 บาท 29 กรัม, ขนาด 20 บาท 57 กรัม, ขนาด 30 บาท 80 กรัม เลย์จึงพยายามเพิ่มช่วงราคาที่ขาดหายไปให้เต็ม โดยสื่อสารผ่าน Emotional Benefit ออกมา

2. Functional Benefit หรือ ปรับไซส์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคผ่านบรรจุภัณฑ์(Packaging) ตัวอย่างเช่น น้ำดื่มอย่าง เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ กับน้ำดื่มช้าง มีการปรับไซส์ให้ขนาดเล็กลง ในราคาถูกลง ขานรับกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการพกพาสะดวก น้ำหนักเบา และเหมาะกับผู้บริโภคต้องการน้ำดื่มในขนาดที่พอรับประทาน ซึ่งได้วางจำหน่ายมาระยะหนึ่งแล้ว ผลตอบรับค่อนข้างดีมาก สังเกตดีๆ จะพบว่า Case Study น้ำดื่มนี้จะเน้น Functional Benefit ก็คือชูการปรับไซส์ลงเพื่อสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคล้วนๆ ขอย้ำเพื่อสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคล้วนๆ และแทบไม่ได้อ้างอิงทางด้าน Emotional เลย นี่ก็เป็นอีก Case หนึ่งที่เป็นการศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มแล้วออกขนาดใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งมันจะแตกต่างจาก Case Study ด้าน Emotional ตรงที่ฝั่ง Emotional จะพยายามสื่อสารผ่านความรู้สึกที่พยายามใส่ลงไปในทุกๆสื่อที่เลือกใช้ผิดกับน้ำดื่มเพียงแค่ปรับไซส์เท่านั้น

เพิ่มเติมอีก Case Study หนึ่งที่ร้อนแรง ณ เวลานี้ ก็คือ สงครามชาเขียวที่ดูจะเล่นกันจนหน้าชาไปหมดแล้วระหว่างเจ้าใหม่อย่างอิชิตัน กับ เจ้าตลาดอย่างโออิชิ ถ้าสังเกตโออิชิยิงขีปนาวุธแรกออกไป ด้วยบรรจุภัณฑ์ใหม่(New Packaging)อย่างกระป๋อง 4 รสชาติ ราคา 15 บาท ขนาด 320 ml. คำถามคือออกมาทำไมเนื่องจากชาด้านในก็เป็นรสเดิม เปลี่ยนแค่บรรจุภัณฑ์ คำตอบก็คือ ช่วยขยาย “พอร์ตสินค้า” ของโออิชิให้ครบถ้วน เพราะเป็นราคาที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง 20 บาท ที่เป็นขวด 500 ml. และ 10 บาท ที่เป็น UHT 250 ml. และยังช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และยังได้เข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่ม และได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะลูกค้าผู้หญิงที่มักต้องการดื่มแค่ครั้งเดียว อีกทั้งยังพยายามขยาย Market Share ในตลาดชาของโออิชิให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เนื่องจาก ในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 มีคู่แข่งชาหลากหลายไซส์ เช่น ชาอิชิตันขนาด 420 ml. ราคา 16 บาท ชาขาวเพียวริคุ 350 ml. ราคา  13 บาท ยูนิฟกรีนที 350 ml. ราคา 12 บาท ซึ่งครอบคลุมแถบจะทุก Segment ทำให้เจ้าตลาดอย่างโออิชิพยายามอุดให้ครอบคลุมทุกๆราคา นี่ก็เป็นหนึ่งทางของการปรับเพิ่มหรือลดไซส์สินค้า เพื่อเพิ่มไซส์ของแชร์ให้มากยิ่งขึ้น นับเป็นหนึ่งมุมมองทางด้าน Functional Benefit ที่น่าสนใจ


ยังมี Case Study อื่นๆอีกมากมายในเรื่องของ Sizing ถ้าท่านสังเกต ไม่ว่าจะเป็น นมถั่วเหลืองแล็คตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร, เบียร์ไฮเนเก้นรุ่นกระป๋องสูง จุใจ ขนาด 500 ml. ในราคา 55 บาท จากขนาดเดิมคือ 330 ml. หรือจะเป็นพวกขนมสแน็คต่างๆ ที่เพิ่มขนาด เพิ่มความคุ้มค่าเยอะแยะมากมายในตลาด หรือแม้แต่มุมมองในเรื่องตลาดรถยนต์ประเภทต่างๆ ทั้งรถเก๋ง, รถSUV, รถ Eco-Car เป็นต้น ก็เป็นการปรับไซส์ให้เหมาะสมกับความต้องการทั้งนั้น

ตามปกติแล้วในตลาดนั้นจะควบรวมกันทั้งสองมุมระหว่าง Emotional Benefit หรือ Functional Benefit ให้ไปพร้อมๆกัน อย่างแยกออกไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่อง Emotion จะเด่นมากกว่าหรือ Function จะเด่นน้อยกว่า ก็ต้องพิจารณาจากความเหมาะสมในมิติของแบรนด์และผลิตภัณฑ์หลายๆด้าน มา weight กันแล้วค่อยทำการตัดสินใจ ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่างแค่เรื่องการปรับ Size มุมเดียวเท่านั้นจาก กลยุทธ์การตลาดอีกมากมาย

เห็นมั้ยครับว่า ผมบอกแล้วว่า “ขนาด…..สำคัญขนาดไหน” ผมว่าผมจะลองไปเพิ่มขนาดดูครับ 5555

ขอขอบคุณ : นิตยสาร SMEs PLUS คอลัมน์ Idea Cafe ของคุณสมชนะ กังวารจิตต์

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Slogan is Slogrand

คุณเคยจำอะไรสำคัญๆได้รึเปล่า เช่น เหตุการณ์สำคัญๆ หรือช่วงเวลาสำคัญๆ เช่นวันที่แฟนสุดสวยมาเซอร์ไพส์ หรือแม้แต่เหตุการณ์กิ๊กกับแฟนมาประจันหน้ากัน สิ่งเหล่านี้ในทางศาสตร์ของการรับรู้เชิงจิตวิทยาก็คือ เหตุการณ์ที่แปลกใหม่ไม่เป็นปกติจากการรับรู้ทั่วๆไป นั่นแหละมันจะทำให้เรานั้นจดจำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำมากเสียกว่าการใช้วิถีชีวิตตามปกติ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสโลแกนล่ะเนี่ย….???

 

ก่อนที่จะตอบคำถามว่ามันเกี่ยวอย่างไร ต้องมาดูความม้ายความหมายของคำว่าสโลแกนกันก่อน สโลแกนตามหลักการหมายถึง วลีหรือคำขวัญที่น่าจดจำ ที่นำไปใช้ในทางการเมือง การพาณิชย์ ศาสนา เพื่อกล่าวซ้ำถึงแนวคิดหรือจุดประสงค์ต่าง ๆ พูดกันภาษาง่ายๆก็คือ คำย้ำ เพราะมันมีหน้าที่ตอกย้ำจุดขายของสินค้าหรือบริการหรือบุคลิกภาพของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นๆ พอรู้ตรงนี้แล้วก็จะเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์กิ๊กกับแฟนมาเจอกันนั้นเกี่ยวอะไร มันเกี่ยวครับ มันเกี่ยวตรงที่ว่า ถ้าเราใช้วิถีชีวิตตามปกติ เช่น ตื่นนอนมา อาบน้ำ ไปทำงาน รถติด พักเที่ยง กลับบ้าน นอน มันก็จะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและไม่จดจำอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ทุกๆวันสุดท้ายข้อมูลก็จะถูกลบเลือนไป แต่ถ้าเหตุการณ์ในวันนั้นแฟนเกิดจับกิ๊กของเราได้ ที่นี้ล่ะก็ เราจะจำได้แม่นเลยทีเดียว เสมือนดั่งสโลแกนอ่ะครับที่บอกคุณสมบัติหรือบรรยายสรรพคุณสินค้าแบบทั่วๆไป ก็คงไม่มีใครจำได้แม่น แต่ถ้าบิดมุมให้แปลก กระแทก และโดนใจ มันก็จะกลายเป็นสโลแกนที่จดจำได้ และอาจจะกลายเป็นตำนานได้เลยทีเดียว เปรียบเทียบกัน ระหว่างสโลแกนของ ช่อง 3 กับ ช่อง 9 เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีใครจำสโลแกนช่อง 9 ได้เลย (คุ้มค่าทุกนาทีดูทีวีสีช่อง 3, ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ทีวี โทรทัศน์แห่งความทันสมัย สังคมอุดมปัญญา) เราก็จะเห็นความต่างของข้อมูลที่ใส่ลงไปเพื่อการจดจำ ซึ่งมันสำคัญมากๆ

 

ผมจะยกตัวอย่างว่าสโลแกนทันสำคัญ และติดหูขนาดไหน คุณลองคิดเอาเองว่าสโลแกนที่ผมบอกนั้นเป็นแบรนด์อะไร ลองเล่นดูครับไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย, ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ, รักคุณเท่าฟ้า, มันทุกเม็ด, บรั่นดีไทย, เชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่, หนึ่งในใจคุณ, กินไม่ได้แต่เท่ห์, เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้, ต้ม ผัด แกง ทอด หอมอร่อยในพริบตา,  ผลิตจากวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ เป็นไงล่ะครับ พอพูดจบก็คงจะรู้ว่าแบรนด์นั้นเป็นแบรนด์อะไรได้เลยทันทีโดยไม่ต้องเฉลย นี่แหละครับอิทธิพลของสโลแกน

 

สโลแกนที่ดีนั้นมันจะต้องบอกจุดเด่นของสินค้านั้นๆออกมา หรือไม่ก็บอกถึงบุคลิกภาพของแบรนด์ ใช้คำที่กระทัดรัด จดจำได้ง่าย อาจใช้เทคนิคคำพ้องเสียง พ้องรูป หรือคล้องจองมาผสมผสานกับสโลแกน

ตัวอย่างอันหนึ่งที่น่าสนใจ คือกลยุทธ์การทำตลาดของช็อคโกแลต M&M ซึ่งต้องการฉีกตัวเองให้แตกต่างจากคู่แข่ง เพราะคู่แข่งในตลาดมีช็อคโกแลตมีมากมายหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งรสชาติก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากนัก การบอกว่าสินค้าของตัวเองนั้นอร่อยกว่าของคู่แข่ง คงทำได้ยาก ถึงทำก็ยังไปเหมือนของชาวบ้านเสียอีก ฉะนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ที่บอกในมุมของรสชาติความอร่อย M&M ก็เลยเลือกเอาคุณสมบัติเด่นที่คู่แข่งรายอื่นๆไม่มี หรือไม่ได้บอกมาสู้แทน ปกติแล้วช็อคโกแลตนั้นถ้าถือในมือเป็นเวลานานๆก็จะละลายได้ แต่ช็อคโกแลตของ M&M ไม่เจอปัญหานี้ เพราะถูกเคลือบหรือโค้ดสีเอาไว้เป็นเม็ดๆ จึงไม่ละลายเหมือนของแบรนด์อื่นๆ เค้าจึงเลือกใช้สโลแกน M&M…ละลายในปาก แต่ไม่ละลายในมือ จึงเป็นการดึงเอาจุดแข็งของตัวเองที่คู่แข่งรายอื่นไม่มีมาใช้ ดังนั้นเมื่อที่ได้ยินสโลแกน “M&M…ละลายในปาก แต่ไม่ละลายในมือ” นี้จะนึกถึงภาพช็อคโกแลตหลากสีอยู่ในมือ แต่ไม่ทำให้มือเปื้อน เสมือนดั่งบอกเรื่อง Benefit ของสินค้าสั่นๆและชัดเจนโดยใช้คำซ้ำมาย้ำให้จำง่ายมากขึ้น ทำให้แบรนด์ช็อคโกแลตของ M&M นั้นเกิดได้อย่างรวดเร็วและจดจำมาถึงทุกวันนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ทุกๆคนคุ้นเคยเป็นอย่างดีและใช้เวลาในการทำสโลแกนให้ติดหูเพียงไม่นาน ก็คือ “หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา 7-Eleven” เซเว่นอีเลฟเว่นนั้นใช้เวลาเริ่มประมาณปี 2532 แต่มาจริงๆจังๆช่วงหลังนี้เอง โดยทาง 7-Eleven นั้นเลือกใช้สโลแกน Launch บนสื่อสิ่งพิมพ์และหนังโฆษณาในรูปแบบของทำนองเพลงสั้นๆ และค่อนข้างติดหู ซึ่งสโลแกน 7-Eleven บ่งบอกเรื่องปัญหาและทางออกว่าถ้าคุณหิวเมื่อไรก็ให้มาเซเว่นนั่นเอง โดย 7-Eleven นั้น Positioning ตัวเอง เป็นร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) ที่สามารถทดแทนความต้องการได้ การมีสโลแกนของเซเว่นนั้นทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายว่าเซเว่นคืออะไร ผิดกับคู่แข่งรายอื่นๆอย่าง Family Mart, 108 shop, Tesco Lotus Express ที่ถึงมีก็ไม่โดนใจ หรือจดจำได้ ดังนั้นก็แสดงให้เห็นว่ามันมีความสำคัญอย่างไร

นี่แหละเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถสร้างแบรนด์ได้แม้เป็นแบรนด์ที่เกิดใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก สามารถใช้สโลแกนในการผลักดันแบรนด์ผ่านกลยุทธ์การตลาดต่างๆได้ เนื่องจากลูกค้ายังแบรนด์ใหม่ๆนั้นยังไม่มีข้อมูลที่อยู่ในใจลูกค้าเลย ซึ่งเราสามารถสร้างได้ เพียงแต่ต้องพึงระวัง ไม่ควรอ้างสรรพคุณเกินจริง และอย่าชูจุดขาย จุดเด่น จุดแข็งมากเกินไป จนแยกไม่ออกว่า แบรนด์นั้นทำอะไร พยายามเลือกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และต้องแตกต่างจากคู่แข็งให้จงได้ สุดท้ายเพียงแค่ขัดเกลาประโยชน์ ข้อความ ให้สละสลวย ง่าย และใหม่ โดยใช้ลูกเล่นของคำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คำพ้องรูป เช่น เพ ลา กับ เพลา, คำพ้องเสียง เช่น ส้อม กับ ซ่อม, คำพ้องรูปพ้องเสียง เช่น ขัน แปลว่า ภาชนะตักน้ำ หรือ เสียงไก่ขัน หรือ ขันน็อต หรือ ขำขัน เป็นต้น, คำพ้องความหมาย เช่น แผ่นดิน พสุธา ปถพี เป็นต้น, คำพ้องตัวอักษร เช่น ลอรีอัล คุณค่าที่คุณคู่ควร เป็นต้น, คำคล้องจอง เช่น เป็นสิวเป็นฝ้า ใช้เบต้าสิคะ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างลูกเล่นด้านคำส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง จริงๆแล้วมันสามารถนำมาประยุกต์ได้อีกมาก

 

ลองครับ…ลองดูครับ เพียงแค่สโลแกนง่ายๆที่ตกผลึกความคิดดีๆในแบรนด์ของคุณอาจเป็นที่รู้จักต่อไปก็ได้

“ผมเชื่อครับ!!!! ว่าการคิดอย่าง Slow ๆ รอบคอบๆ ก็สามารถทำให้แบรนด์มัน Grand ได้ด้วย Slogan ครับ”

เครดิต : นิตยสาร Smes Plus คอลัมน์ Idea Cafe

Filed under: Other, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , ,

กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์เทศกาลแบบชัดๆ ชมๆ

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทน์ คริสมาสต์ ตรุษจีน หรือเทศกาลอื่นๆ ก็มักจะมีการมอบของมีค่า มีความหมาย ให้ผู้อื่นในโอกาสที่เป็น วันสำคัญต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองนักการตลาดจึงเร่งหาวิธีการขายสินค้าผ่านช่วงเวลาเทศกาลให้สามารถกอบโกยผลกำไรให้ได้มากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ การทำตลาดผ่านช่วงเวลาและฤดูกาลนั้นจะเรียกกันว่า “Seasonal Marketing” หรือ “Celebrate Marketing” เป็นกลยุทธ์การทำตลาด ตามฤดูกาล ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สร้างสีสันทางการตลาดได้เป็นอย่างดีในช่วงระยะเวลาอันจำกัด และเป็นการทำตลาดช่วงที่เหนื่อยน้อยที่สุด แต่ยอดขายเติบโต สูงที่สุด จริงๆแล้วกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่คลาสสิกมากๆ แบรนด์ดังๆหลายๆแบรนด์จะใช้ช่วงเวลานี้ในการทำโปรโมชั่น เพิ่มยอดขาย หรือแม้แต่ การออกสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากผู้บริโภคอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับจ่ายใช้เงินอยู่แล้ว โดยมีเทศกาลต่างๆ มากำหนดความต้องการไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ ,ตรุษจีน ,กินเจ ,วาเลนไทน์ ,คริสต์มาส ,ฮาโลวีน และสงกรานต์ เป็นต้น หนึ่งในหนทางที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้ง่ายที่สุด และลงทุนน้อยที่สุด นั่นก็คือ บรรจุภัณฑ์ หรือ แพคเกจจิ้ง นั่นเอง ตามปกติแล้วบรรจุภัณฑ์เองนั้น มีหน้าที่ของมันก็คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า และแบรนด์ แต่มีอีกหน้าที่หนึ่งของบรรจุภัณฑ์ที่จะลืมไป เสียไม่ได้ก็คือ Occasion Packaging แปลว่า บรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ โดยจะแบ่งเป็นข้อๆแยกแยะให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ 1. ใช้วิธีการปรับหรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามวาระนั้นๆ เช่น เทศกาลกินเจ นมถั่วเหลืองไวตามิลค์ ออกไวตามิลค์สูตรเจ เพื่อรับมือกับความต้องการในช่วงเทศกาลการกินเจ โดยทำให้ไวตามิลค์ออกบรรจุภัณฑ์ พิเศษสำหรับสูตรเจ ทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ไม่เพียงแต่ไวตามิ้ลค์ที่จับกระแสช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น ยังมีกลุ่มพวกเครื่องปรุงรส ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กสมบูรณ์ หยั่นหว่อ หยุ่น เข้ามาเล่นในช่วงเทศกาลกินเจอีกด้วย รวมทั้งแบรนด์ขนมอย่างเถ้าแก่น้อย และ มันฝรั่งกรอบตราโปเต้ ก็เข้ามาเหมือนกัน ถือเป็นเทศกาลที่สนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

เทศกาลวาเลนไทน์ โออิชิเปิดตัวชาเขียวกลิ่นสตรอเบอรี และนับเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปีที่โออิชิทำตลาดในช่วงวาเลนไทน์ โดยปีแรกเปิดตัว ชากุหลาบ ปีที่สองเปิดตัว ชารสซากุระ ซึ่งออกมากระตุ้น Variety ของสินค้าได้ดี ยังมีแบรนด์ที่เป็นไอดอลของวาเลนไทน์อย่างลูกอมรูปหัวใจอย่างฮาร์ทบีท ก็เปิด ตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ “ห่อลูกอมมหัศจรรย์” ที่เขียนบอกความในใจลงบนบรรจุภัณฑ์ได้ด้วยมือของตัวเอง โดยทางฮาร์ทบีทนั้นต้องการสร้าง Gimmick หรือ ลูกเล่นใหม่ๆ ต้อนรับยอดขายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์ ซึ่งผลตอบรับถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ

2. ใช้วิธีการจัด หรือรวมหน่วยสินค้า ตรงนี้เองถือเป็นข้อดีที่บรรจุภัณฑ์สามารถสร้างให้เกิดโอกาสในการขายตามวาระต่างๆได้อีกมาก ตัวอย่าง ชัดๆและเห็นเป็นรูปธรรมก็คือ บรรจุภัณฑ์แบรนด์รังนกเนื้อทองที่ขายเป็น Giftset ในเทศกาลวันแม่ สามารถสร้างยอดขายกว่า 3.5 ล้านบาท และขายหมดภายในสัปดาห์เดียว หรือแม้แต่แบรนด์ซุปไก่ที่จัดเป็น Set ขายในกระเช้าตะกร้าสานหลากหลายขนาด ก็ยังนิยมไม่เสื่อมคลาย ตรง นี้เองจะเห็นว่าเพียงแค่การรวมหน่วยของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าชนิดเดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่หนึ่งขวด มาแพ็ครวมกันเป็น 6 ขวด หรือจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าหมวดหมู่เดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่สิบขวด มาแพ็ครวมกับผ้าอ้อมเด็ก และถุงมือเด็ก ็เพื่อบำรุงคุณแม่ที่เพิ่งคลอด ลูกมาหมาดๆ แบรนด์บิสกิตขนาดใหญ่อย่างโอรีโอก็ไม่น้อยหน้า จับสินค้าของตนเองมารวมหน่วยแล้วขายตามเทศกาล เช่น แพ็ครวมโอรีโอรส สตรอเบอรี่ขายในเทศกาลวาเลนไทน์ หรือ แพ็ครวมโกลเด้นโอรีโอขายในเทศกาลตรุษจีน เป็นต้น นี่คือหนึ่ง มุมเพียงแค่การรวมหน่วยสินค้า ก็สามารถสร้างโอกาสในการขายสินค้าได้อีกมากมาย

3. ใช้วิธีการสร้างบรรจุภัณฑ์ให้เป็น Limited Edition คือ พยายามสร้างให้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นของที่หายาก ผลิตมาจำนวนจำกัด ทำให้บรรจุภัณฑ์ นั้นมีคุณค่า น่าสะสม ยกตัวอย่างเช่น โค้กเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันฟุตบอลโลกออกกระป๋องรุ่นบอลโลกลวดลายต่างๆแบบ Limited Edition เพราะเนื่องจาก Campaign ของบอลโลกนั้นมีระยะเวลาที่จำกัดจึงทำให้กระตุ้นยอดขายกลุ่มนักสะสมอีกด้วย เพราะคนที่เค้าสะสมกระป๋องโค้กนั้น เค้าให้คุณค่ากับเรื่องนี้มากๆ ถึงกับกระป๋องโค้บางรุ่นนั้นมีราคาเหยียบแสนบาทกันเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ามุมมองของบรรจุภัณฑ์นั้นมีมิติของการสร้างยอดขายอยู่อีกมาก ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างที่นำเสนอในบทความนี้นั้นเป็นมุมมอง ของบรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้ ซึ่งอยากให้ทาง SME ทั้งหลายหันมาตระหนักและใส่ใจกับกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อจะได้ต่อยอดกลยุทธ์อื่นๆได้อีกมากมาย และจะทำให้ SME อย่างเราๆนั้นกลายเป็น SME ที่มีศักยภาพในที่สุด

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , ,

เชื่อแล้ว!!! Evian น้ำแร่กับการสร้างแบรนด์แบบชั้นยอด

วันนี้ Packaging City จะมา Review ถึงน้ำแร่ Evain ที่ใช้นักออกแบบระดับโลกในการสร้าง Limited Collection แบบ Exclusive เพื่อที่จะผูกแบรนด์ให้ติดไปกับชื่อเสียงของนักออกแบบระดับโลก รวมทั้งจะได้สร้าง Image ของแบรนด์ให้ดูมี Style และตอกย้ำความเป็นผู้นำมากกว่าน้ำแร่อื่นๆได้

โดยขวดน้ำแร่เอเวียงรุ่น Limited Edition เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2003-2004   เป็นคอนเซ็ปต์ “Water Drop Shape”  หรือ  ขวดรูปหยดน้ำปี 2005-2007 เป็นคอนเซ็ปต์ “ French Alps Shape”  ่หรือ ขวดรูปภูเขา และจุดเปลี่ยนที่ทำให้เอเวียงได้รับการจับตามองมากขึ้นคือเมื่อปลายปี 2007 ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ฝรั่งเศสชื่อดัง Christian Lacriox ด้วยรูปทรงหรูหราและดูมีคุณค่าน่าสะสมมากขึ้น

ในปี 2008 Jean Paul Gaultier นักออกแบบแฟชั่น ได้รังสรรค์ลวดลายลงบนขวดแก้ว โดยงานสื่อถึงความเยาว์วัย สดใสลงบนขวดน้ำแร่ธรรมชาติ Evian ที่บอกเล่าถึงน้ำแร่บริสุทธิ์อันทรงคุณค่าสุดแสนจะพรรณา ในสไตล์โมเดิร์น ประกอบกับตัวอักษรขนาดใหญ่ที่โอบล้อมรอบขวด เกิดเป็นลูกเล่นแสงโปร่งใสและลวดลายลวงตา น่าสนใจ สมแล้วที่เป็นฝีมือระดับพระกาฬ

ในปี 2009 เป็นความร่วมมือกับนักออกแบบแฟชั่นระดับโลกกับน้ำแร่ Evian, Evian ได้เลือกหนึ่งในนักออกแบบที่มีชื่อเสียงและ Style ชัดเจนมากๆ ผู้ซึ่งมี Sense ของความสนุกและมองโลกในแง่ดี ซึ่งเค้าคนนั้นก็คือ Paul Smith นี่เอง

Evian ขวดใหม่ได้รับการออกแบบที่พิเศษเฉพาะตัวโดยใช้สีในแบบรื่นเริงสดใส โดยใช้ลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith ซึ่งหรูหราและตอกย้ำความบริสุทธิ์ของน้ำแร่ธรรมชาติจากเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส

ในปี 2010 ที่ผ่านมา เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Evian กับ Issey Miyake ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นชื่อดังระดับโลกดีไซน์ Limited Collection ทั้งหมด 4 ขวด จำกัด ซึ่งขวด Limited Edition Evian นั้นจะเริ่มขายก่อนที่ www.ShopEvian.com

Evian น้ำแร่ธรรมชาติได้ร่วมมือกับแฟชั่นไอคอนที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Issey Miyake ที่เอกลักษณ์รูปแบบใหม่ ๆ และเรียบง่าย การออกแบบขวดใหม่ของเขานั้นได้แรงบันดาลใจจากการตกแต่งด้วยดอกไม้แห่งจินตนาการซึ่งส่องแสงเจิดจรัสดั่งน้ำแร่ โดยบนขวดนั้นจะมีเขียนว่า Pleats Please ซึ่งเป็นเสมือนลายเซ็นต์ของ Issey งาน Issey ชิ้นนี้ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยนั้น มีความดึงดูด ทำให้เกิดความสนใจของประชาชนที่ใส่ใจแฟชั่นทั่วโลกจริงๆ

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Case Study Emonergy เครื่องดื่มคนรุ่นใหม่…..จริงเหรอ??

เมื่อปลายปี 2010 มาจนถึงต้นปี 2011 ตลาด Functional Drink กำลังเป็นที่นิยมมากๆในประเทศไทย และมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และแตกออกเป็น Sub-category ย่อยๆออกไปอีก ทำให้มีการแก่งแย่งชิ้นเค้ก 2 พันล้านก้อนนี้อย่างมาก ทั้งเจ้าตลาด Functional Drink ตัวจริงอย่าง Beauti Drink ของบริษัท ทรัพย์อนันต์ ก็ออกสินค้าใหม่ เช่น Smarti Drink ,Beauti Drink M และมีแนวโน้มจะออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแบรนด์อื่นๆเช่น กระทิงแดง ก็ออกเครื่องดื่ม เรดดี้ มาอย่างก็ไม่น้อยหน้ากัน

ค่ายโอสถสภาเอง ก็หันมาปั้นสินค้า Functional Drink ตัวใหม่อย่างอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ (Emonergy Drink) หลังจากปั้นเปปทีนประสบความสำเร็จมาอย่างล้นหลาม ซึ่งตัวสินค้า Emonergy Drink นั้น มีส่วนผสมของน้ำองุ่นขาว 12% ซึ่งออกมา 2 รสชาติ คือ สีชมพู Bright & Beauty (สำหรับผู้หญิง) สีฟ้า Fit & Firm (สำหรับผู้ชาย) เจาะกลุ่มเป้าหมายประเภทวัยรุ่นยุคใหม่ จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นที่แรก

แบรนด์ Emonergy Drink นั้นเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการลงไปอย่างตัวขวดสีชมพู Bright & Beauty หลักๆจะช่วยบำรุงผิวขาว ชะลอแก่ ส่วนสีฟ้า จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้พลังงาน เป็นต้น นอกจากนี้ทางโอสถสภาได้คาดหวังกับโปรดักส์ตัวนี้เป็นอย่างมาก โดยมีการทุ่มงบประชาสัมพันธ์สินค้าผ่าน TVC และรายการวิทยุวัยรุ่นต่างๆ, มีการทำ Road Show, ซื้อสื่อ Ambient ในสยามสแควร์, แจก Sampling ตามแหล่งวัยรุ่นเช่น คอนเสิร์ต Super Junior และสุดท้ายก็เล่นกับ Promotion ของเซเว่น เป็นต้น ถือได้ว่าทุ่มทุนสร้างมากๆ

ทาง Packaging City จึงต้องขอมาร่วมแชร์และวิเคราะห์มุมมองของบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของตัว Emonergy Drink กัน

1. Naming : การตั้งชื่อ “Emonergy” ถือว่าทำได้ดี เป็นการรวมคำระหว่าง Emotion(ความรู้สึก)+Energy(พลังงาน) ทำให้บ่งบอก Benefit ของสินค้าได้อย่างชัดเจน

2. Brand : ตัวโลโก้ของ Emonergy นั้นมีการใช้คำว่า Emo มาเล่นกับ Gimmick หน้าตาของความรู้สึกได้ดี น่าสนใจ ทำให้แบรนด์ใหม่นั้น จดจำได้ และเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น

3. Material : เลือกใช้ขวดแก้ว ซึ่งให้ความเย็นในตัวผลิตภัณฑ์ได้ดี แต่สีสันของตัวขวดนั้นฉูดฉาดเกินไป ทำให้ Contrast กับตัวคุณประโยชน์ที่ Emonergy โฆษณาเอาไว้

4. Graphic : กราฟฟิกนั้นไม่บ่งบอกถึงสรรพคุณของสินค้าอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งกราฟฟิกนั้นดูเสมือนปีศาส และจาก Research พบว่าคนทั่วไปจะ Reference ถึงลูกอมปีศาสที่เคยมีมาก่อน

5. Gimmick : มีการใช้ Gimmick ของ AR Technology ใต้ฝาของอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ และมีการใช้ Game Online มากระตุ้นแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค

6. Price Point : 20 บาท 150 มล. ถือว่าแพง เพราะ Perception ของผู้บริโภคจะเทียบกับเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งราคา Average จะอยู่ที่ 10 บาท

นี่อาจจะเป็นบทพิสูจน์นักการตลาดของโอสถสภาว่าจะฝ่าความรู้สึกของกลุ่มผู้บริโภคที่แนบโน้มจะ Health Concern ขึ้นเรื่อยๆหรือไม่ เพราะหลาหลายสิ่งในตัวบรรจุภัณฑ์ของ Emonergy นั้นดูไม่เข้ากับคุณประโยชน์ที่ได้รับเลย ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นทางโอสถสภาคงต้องพยายามที่จะทุ่มโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากๆเพื่อที่จะบอกถึงสาระในตัวสินค้าที่ได้นอกเสียจากแค่ Lifestyle เพียงอย่างเดียว คงต้องคอยดูกันว่าการทำงานของนักการตลาดของโอสถสภาใน Catergory นี้จะต้องทุ่มเม็ดเงินลงไปเท่าไรจึงจะประสบความสำเร็จ ฉะนั้นชาว Packaging City ต้องติดตาม


Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , ,

Join to Fan Page