Packaging City

Packaging Design Knowledge Center

น่าสนใจมาก..!!! คุณสมชนะ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์โลก ณ รายการไทยเท่

คุณแชมป์ สมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ ระดับโลกจาก Prompt Design ณ รายการไทยเท่ หัวข้อแพคเกจใส่ไอเดีย(Idea Packaging) สัมภาษณ์โดยพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ กับการสร้างแรงบันดาลใจมากมายให้กับวงการและนักออกแบบรุ่นใหม่  ในความสม่ำเสมอของผู้ชายคนนี้ น่ายกย่องมากๆ

สมชนะ กังวารจิตต์

คุณสมชนะ กังวารจิตต์ แห่ง Prompt Design

Advertisements

Filed under: Idea Packaging, Other, , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์เทศกาลแบบชัดๆ ชมๆ

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทน์ คริสมาสต์ ตรุษจีน หรือเทศกาลอื่นๆ ก็มักจะมีการมอบของมีค่า มีความหมาย ให้ผู้อื่นในโอกาสที่เป็น วันสำคัญต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองนักการตลาดจึงเร่งหาวิธีการขายสินค้าผ่านช่วงเวลาเทศกาลให้สามารถกอบโกยผลกำไรให้ได้มากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ การทำตลาดผ่านช่วงเวลาและฤดูกาลนั้นจะเรียกกันว่า “Seasonal Marketing” หรือ “Celebrate Marketing” เป็นกลยุทธ์การทำตลาด ตามฤดูกาล ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สร้างสีสันทางการตลาดได้เป็นอย่างดีในช่วงระยะเวลาอันจำกัด และเป็นการทำตลาดช่วงที่เหนื่อยน้อยที่สุด แต่ยอดขายเติบโต สูงที่สุด จริงๆแล้วกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่คลาสสิกมากๆ แบรนด์ดังๆหลายๆแบรนด์จะใช้ช่วงเวลานี้ในการทำโปรโมชั่น เพิ่มยอดขาย หรือแม้แต่ การออกสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากผู้บริโภคอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับจ่ายใช้เงินอยู่แล้ว โดยมีเทศกาลต่างๆ มากำหนดความต้องการไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ ,ตรุษจีน ,กินเจ ,วาเลนไทน์ ,คริสต์มาส ,ฮาโลวีน และสงกรานต์ เป็นต้น หนึ่งในหนทางที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้ง่ายที่สุด และลงทุนน้อยที่สุด นั่นก็คือ บรรจุภัณฑ์ หรือ แพคเกจจิ้ง นั่นเอง ตามปกติแล้วบรรจุภัณฑ์เองนั้น มีหน้าที่ของมันก็คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า และแบรนด์ แต่มีอีกหน้าที่หนึ่งของบรรจุภัณฑ์ที่จะลืมไป เสียไม่ได้ก็คือ Occasion Packaging แปลว่า บรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ โดยจะแบ่งเป็นข้อๆแยกแยะให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ 1. ใช้วิธีการปรับหรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามวาระนั้นๆ เช่น เทศกาลกินเจ นมถั่วเหลืองไวตามิลค์ ออกไวตามิลค์สูตรเจ เพื่อรับมือกับความต้องการในช่วงเทศกาลการกินเจ โดยทำให้ไวตามิลค์ออกบรรจุภัณฑ์ พิเศษสำหรับสูตรเจ ทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ไม่เพียงแต่ไวตามิ้ลค์ที่จับกระแสช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น ยังมีกลุ่มพวกเครื่องปรุงรส ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กสมบูรณ์ หยั่นหว่อ หยุ่น เข้ามาเล่นในช่วงเทศกาลกินเจอีกด้วย รวมทั้งแบรนด์ขนมอย่างเถ้าแก่น้อย และ มันฝรั่งกรอบตราโปเต้ ก็เข้ามาเหมือนกัน ถือเป็นเทศกาลที่สนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

เทศกาลวาเลนไทน์ โออิชิเปิดตัวชาเขียวกลิ่นสตรอเบอรี และนับเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปีที่โออิชิทำตลาดในช่วงวาเลนไทน์ โดยปีแรกเปิดตัว ชากุหลาบ ปีที่สองเปิดตัว ชารสซากุระ ซึ่งออกมากระตุ้น Variety ของสินค้าได้ดี ยังมีแบรนด์ที่เป็นไอดอลของวาเลนไทน์อย่างลูกอมรูปหัวใจอย่างฮาร์ทบีท ก็เปิด ตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ “ห่อลูกอมมหัศจรรย์” ที่เขียนบอกความในใจลงบนบรรจุภัณฑ์ได้ด้วยมือของตัวเอง โดยทางฮาร์ทบีทนั้นต้องการสร้าง Gimmick หรือ ลูกเล่นใหม่ๆ ต้อนรับยอดขายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์ ซึ่งผลตอบรับถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ

2. ใช้วิธีการจัด หรือรวมหน่วยสินค้า ตรงนี้เองถือเป็นข้อดีที่บรรจุภัณฑ์สามารถสร้างให้เกิดโอกาสในการขายตามวาระต่างๆได้อีกมาก ตัวอย่าง ชัดๆและเห็นเป็นรูปธรรมก็คือ บรรจุภัณฑ์แบรนด์รังนกเนื้อทองที่ขายเป็น Giftset ในเทศกาลวันแม่ สามารถสร้างยอดขายกว่า 3.5 ล้านบาท และขายหมดภายในสัปดาห์เดียว หรือแม้แต่แบรนด์ซุปไก่ที่จัดเป็น Set ขายในกระเช้าตะกร้าสานหลากหลายขนาด ก็ยังนิยมไม่เสื่อมคลาย ตรง นี้เองจะเห็นว่าเพียงแค่การรวมหน่วยของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าชนิดเดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่หนึ่งขวด มาแพ็ครวมกันเป็น 6 ขวด หรือจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าหมวดหมู่เดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่สิบขวด มาแพ็ครวมกับผ้าอ้อมเด็ก และถุงมือเด็ก ็เพื่อบำรุงคุณแม่ที่เพิ่งคลอด ลูกมาหมาดๆ แบรนด์บิสกิตขนาดใหญ่อย่างโอรีโอก็ไม่น้อยหน้า จับสินค้าของตนเองมารวมหน่วยแล้วขายตามเทศกาล เช่น แพ็ครวมโอรีโอรส สตรอเบอรี่ขายในเทศกาลวาเลนไทน์ หรือ แพ็ครวมโกลเด้นโอรีโอขายในเทศกาลตรุษจีน เป็นต้น นี่คือหนึ่ง มุมเพียงแค่การรวมหน่วยสินค้า ก็สามารถสร้างโอกาสในการขายสินค้าได้อีกมากมาย

3. ใช้วิธีการสร้างบรรจุภัณฑ์ให้เป็น Limited Edition คือ พยายามสร้างให้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นของที่หายาก ผลิตมาจำนวนจำกัด ทำให้บรรจุภัณฑ์ นั้นมีคุณค่า น่าสะสม ยกตัวอย่างเช่น โค้กเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันฟุตบอลโลกออกกระป๋องรุ่นบอลโลกลวดลายต่างๆแบบ Limited Edition เพราะเนื่องจาก Campaign ของบอลโลกนั้นมีระยะเวลาที่จำกัดจึงทำให้กระตุ้นยอดขายกลุ่มนักสะสมอีกด้วย เพราะคนที่เค้าสะสมกระป๋องโค้กนั้น เค้าให้คุณค่ากับเรื่องนี้มากๆ ถึงกับกระป๋องโค้บางรุ่นนั้นมีราคาเหยียบแสนบาทกันเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ามุมมองของบรรจุภัณฑ์นั้นมีมิติของการสร้างยอดขายอยู่อีกมาก ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างที่นำเสนอในบทความนี้นั้นเป็นมุมมอง ของบรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้ ซึ่งอยากให้ทาง SME ทั้งหลายหันมาตระหนักและใส่ใจกับกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อจะได้ต่อยอดกลยุทธ์อื่นๆได้อีกมากมาย และจะทำให้ SME อย่างเราๆนั้นกลายเป็น SME ที่มีศักยภาพในที่สุด

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , ,

เชื่อแล้ว!!! Evian น้ำแร่กับการสร้างแบรนด์แบบชั้นยอด

วันนี้ Packaging City จะมา Review ถึงน้ำแร่ Evain ที่ใช้นักออกแบบระดับโลกในการสร้าง Limited Collection แบบ Exclusive เพื่อที่จะผูกแบรนด์ให้ติดไปกับชื่อเสียงของนักออกแบบระดับโลก รวมทั้งจะได้สร้าง Image ของแบรนด์ให้ดูมี Style และตอกย้ำความเป็นผู้นำมากกว่าน้ำแร่อื่นๆได้

โดยขวดน้ำแร่เอเวียงรุ่น Limited Edition เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2003-2004   เป็นคอนเซ็ปต์ “Water Drop Shape”  หรือ  ขวดรูปหยดน้ำปี 2005-2007 เป็นคอนเซ็ปต์ “ French Alps Shape”  ่หรือ ขวดรูปภูเขา และจุดเปลี่ยนที่ทำให้เอเวียงได้รับการจับตามองมากขึ้นคือเมื่อปลายปี 2007 ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ฝรั่งเศสชื่อดัง Christian Lacriox ด้วยรูปทรงหรูหราและดูมีคุณค่าน่าสะสมมากขึ้น

ในปี 2008 Jean Paul Gaultier นักออกแบบแฟชั่น ได้รังสรรค์ลวดลายลงบนขวดแก้ว โดยงานสื่อถึงความเยาว์วัย สดใสลงบนขวดน้ำแร่ธรรมชาติ Evian ที่บอกเล่าถึงน้ำแร่บริสุทธิ์อันทรงคุณค่าสุดแสนจะพรรณา ในสไตล์โมเดิร์น ประกอบกับตัวอักษรขนาดใหญ่ที่โอบล้อมรอบขวด เกิดเป็นลูกเล่นแสงโปร่งใสและลวดลายลวงตา น่าสนใจ สมแล้วที่เป็นฝีมือระดับพระกาฬ

ในปี 2009 เป็นความร่วมมือกับนักออกแบบแฟชั่นระดับโลกกับน้ำแร่ Evian, Evian ได้เลือกหนึ่งในนักออกแบบที่มีชื่อเสียงและ Style ชัดเจนมากๆ ผู้ซึ่งมี Sense ของความสนุกและมองโลกในแง่ดี ซึ่งเค้าคนนั้นก็คือ Paul Smith นี่เอง

Evian ขวดใหม่ได้รับการออกแบบที่พิเศษเฉพาะตัวโดยใช้สีในแบบรื่นเริงสดใส โดยใช้ลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith ซึ่งหรูหราและตอกย้ำความบริสุทธิ์ของน้ำแร่ธรรมชาติจากเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส

ในปี 2010 ที่ผ่านมา เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Evian กับ Issey Miyake ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นชื่อดังระดับโลกดีไซน์ Limited Collection ทั้งหมด 4 ขวด จำกัด ซึ่งขวด Limited Edition Evian นั้นจะเริ่มขายก่อนที่ www.ShopEvian.com

Evian น้ำแร่ธรรมชาติได้ร่วมมือกับแฟชั่นไอคอนที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Issey Miyake ที่เอกลักษณ์รูปแบบใหม่ ๆ และเรียบง่าย การออกแบบขวดใหม่ของเขานั้นได้แรงบันดาลใจจากการตกแต่งด้วยดอกไม้แห่งจินตนาการซึ่งส่องแสงเจิดจรัสดั่งน้ำแร่ โดยบนขวดนั้นจะมีเขียนว่า Pleats Please ซึ่งเป็นเสมือนลายเซ็นต์ของ Issey งาน Issey ชิ้นนี้ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยนั้น มีความดึงดูด ทำให้เกิดความสนใจของประชาชนที่ใส่ใจแฟชั่นทั่วโลกจริงๆ

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Case Study Emonergy เครื่องดื่มคนรุ่นใหม่…..จริงเหรอ??

เมื่อปลายปี 2010 มาจนถึงต้นปี 2011 ตลาด Functional Drink กำลังเป็นที่นิยมมากๆในประเทศไทย และมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และแตกออกเป็น Sub-category ย่อยๆออกไปอีก ทำให้มีการแก่งแย่งชิ้นเค้ก 2 พันล้านก้อนนี้อย่างมาก ทั้งเจ้าตลาด Functional Drink ตัวจริงอย่าง Beauti Drink ของบริษัท ทรัพย์อนันต์ ก็ออกสินค้าใหม่ เช่น Smarti Drink ,Beauti Drink M และมีแนวโน้มจะออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแบรนด์อื่นๆเช่น กระทิงแดง ก็ออกเครื่องดื่ม เรดดี้ มาอย่างก็ไม่น้อยหน้ากัน

ค่ายโอสถสภาเอง ก็หันมาปั้นสินค้า Functional Drink ตัวใหม่อย่างอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ (Emonergy Drink) หลังจากปั้นเปปทีนประสบความสำเร็จมาอย่างล้นหลาม ซึ่งตัวสินค้า Emonergy Drink นั้น มีส่วนผสมของน้ำองุ่นขาว 12% ซึ่งออกมา 2 รสชาติ คือ สีชมพู Bright & Beauty (สำหรับผู้หญิง) สีฟ้า Fit & Firm (สำหรับผู้ชาย) เจาะกลุ่มเป้าหมายประเภทวัยรุ่นยุคใหม่ จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นที่แรก

แบรนด์ Emonergy Drink นั้นเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการลงไปอย่างตัวขวดสีชมพู Bright & Beauty หลักๆจะช่วยบำรุงผิวขาว ชะลอแก่ ส่วนสีฟ้า จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้พลังงาน เป็นต้น นอกจากนี้ทางโอสถสภาได้คาดหวังกับโปรดักส์ตัวนี้เป็นอย่างมาก โดยมีการทุ่มงบประชาสัมพันธ์สินค้าผ่าน TVC และรายการวิทยุวัยรุ่นต่างๆ, มีการทำ Road Show, ซื้อสื่อ Ambient ในสยามสแควร์, แจก Sampling ตามแหล่งวัยรุ่นเช่น คอนเสิร์ต Super Junior และสุดท้ายก็เล่นกับ Promotion ของเซเว่น เป็นต้น ถือได้ว่าทุ่มทุนสร้างมากๆ

ทาง Packaging City จึงต้องขอมาร่วมแชร์และวิเคราะห์มุมมองของบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของตัว Emonergy Drink กัน

1. Naming : การตั้งชื่อ “Emonergy” ถือว่าทำได้ดี เป็นการรวมคำระหว่าง Emotion(ความรู้สึก)+Energy(พลังงาน) ทำให้บ่งบอก Benefit ของสินค้าได้อย่างชัดเจน

2. Brand : ตัวโลโก้ของ Emonergy นั้นมีการใช้คำว่า Emo มาเล่นกับ Gimmick หน้าตาของความรู้สึกได้ดี น่าสนใจ ทำให้แบรนด์ใหม่นั้น จดจำได้ และเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น

3. Material : เลือกใช้ขวดแก้ว ซึ่งให้ความเย็นในตัวผลิตภัณฑ์ได้ดี แต่สีสันของตัวขวดนั้นฉูดฉาดเกินไป ทำให้ Contrast กับตัวคุณประโยชน์ที่ Emonergy โฆษณาเอาไว้

4. Graphic : กราฟฟิกนั้นไม่บ่งบอกถึงสรรพคุณของสินค้าอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งกราฟฟิกนั้นดูเสมือนปีศาส และจาก Research พบว่าคนทั่วไปจะ Reference ถึงลูกอมปีศาสที่เคยมีมาก่อน

5. Gimmick : มีการใช้ Gimmick ของ AR Technology ใต้ฝาของอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ และมีการใช้ Game Online มากระตุ้นแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค

6. Price Point : 20 บาท 150 มล. ถือว่าแพง เพราะ Perception ของผู้บริโภคจะเทียบกับเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งราคา Average จะอยู่ที่ 10 บาท

นี่อาจจะเป็นบทพิสูจน์นักการตลาดของโอสถสภาว่าจะฝ่าความรู้สึกของกลุ่มผู้บริโภคที่แนบโน้มจะ Health Concern ขึ้นเรื่อยๆหรือไม่ เพราะหลาหลายสิ่งในตัวบรรจุภัณฑ์ของ Emonergy นั้นดูไม่เข้ากับคุณประโยชน์ที่ได้รับเลย ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นทางโอสถสภาคงต้องพยายามที่จะทุ่มโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากๆเพื่อที่จะบอกถึงสาระในตัวสินค้าที่ได้นอกเสียจากแค่ Lifestyle เพียงอย่างเดียว คงต้องคอยดูกันว่าการทำงานของนักการตลาดของโอสถสภาใน Catergory นี้จะต้องทุ่มเม็ดเงินลงไปเท่าไรจึงจะประสบความสำเร็จ ฉะนั้นชาว Packaging City ต้องติดตาม


Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , ,

Case Study Minute Maid พลังการปรับภาพลักษณ์ สวยไม่สวย ต้องชม!!!

การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์(Redesign Packaging)แบรนด์ชั้นนำในสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งความพยายามของแบรนด์ระดับโลกอย่าง บริษัท โคคาโคล่า (Coca-Cola) ซึ่งโคคาโคล่าที่ปรับภาพลักษณ์ใหม่นั้นจะมีความเรียบง่ายมากๆในการใช้งานดังที่เคยกล่าวไปในบล็อกที่ผ่านมาแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการเข้ามาปรับโฉมของ line ประเภทน้ำผลไม้ เพื่อขยายขีดความสามารถของสายผลิตภัณฑ์ Cat อื่นๆ และเพื่อพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค (Consumer’s Experience) ณ จุดขาย ซึ่งบรรจุภัณฑ์แบบใหม่จะทำให้รู้สึกถึงคุณภาพมากขึ้นของแบรนด์ Minute Maid

ทาง Packaging City จะแยกย่อยแนวความคิดของ Packaging Design ใหม่ของ Minute Maid เป็นข้อๆกัน

ด้านสัญลักษณ์ Minute Maid (Icon)
มีการใช้โลโก้แบบเดิม คือ พื้นดำตัวอักษรขาว แต่ปรับระบบ New Visual Identity ใหม่ ขอบด้านบนโลโก้นั้นปรับให้ดูร่วมสมัยโดยอ้างอิงจากโลโก้เดิม อีกทั้งเพิ่มเติมแถบสีเขียวด้านบนโลโก้ เพื่อเชื่อมต่อแบรนด์กับความเป็นธรรมชาติและพื้นแผ่นดินที่ผลิตผลไม้

ด้านออกแบบบรรจุภัณฑ์(Packaging Design)
ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตบริเวณช่องทางเดิน วิธีการมองของผู้บริโภค และศึกษาวิธีการจัดเรียงผลไม้ตามตลาดสดท้องถิ่นจริงๆ เพื่อที่จะพัฒนาการสื่อสารภาพให้สอดคล้องสำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้ใหม่

บรรจุภัณฑ์ใหม่จะสร้างแบบครบวงจรบน Shelf เมื่อบรรจุภัณฑ์(Packaging)วางต่อกันในแต่ละด้านโดยมันจะเชื่อมต่อกันเป็นภาพรวมของผลไม้ ได้แรงบันดาลใจจากอารมณ์ที่คุณเดินตามตลาดสดที่มีผลไม้เรียงรายอยู่มากมาย มันจะปรากฏภาพเหล่านี้ขึ้นใน Shelf Minute Maid โดยมันจะสร้างพลังบน Shelf อย่างมหาศาล มากกว่าคู่แข่งหลายเท่าตัว ส่วนภาพผลไม้บนบรรจุภัณฑ์(Packaging)ที่ถูกหั่นหรือฝานนั้น จะเป็นพระเอกบนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อแสดงถึงความสดใหม่ และ Gimmick ต่างๆได้

นี่เป็นหนึ่ง Case Study ของคำว่าพลังบน Shelf ซึ่งมันสามารถสร้างการสื่อสารต่อผู้บริโภคบน Shelf ได้อย่างมหาศาลจริงๆ นี่ทีมงาน Packaging City แค่มา Review Minute Maid แบรนด์เดียวเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วยังมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่ใช้แนวความคิดแบบ Shelf Impact อีกเพียบ และประสบความสำเร็จ แต่ความจริงไม่ง่ายนะที่จะคิดระบบของโครงสร้างแบรนด์อย่างลงตัวโดยใช้แนวความคิด Shelf Impact เป็นมิติหนึ่ง แต่ทีมงาน Packaging City อยากมาแนะนำว่า นี่แหละ..!!! ถึงแม้บรรจุภัณฑ์สวยขนาดไหนก็ตาม เมื่อเราขึ้นชกบนเวทีแล้ว พลังของ Shelf นั้นมีผลมาก แบบในตัวอย่างนี้เป็นต้น

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Case Study BARCODE จุดเล็กๆที่แตกต่าง

วันนี้ Packaging City จะเพิ่มเติมไอเดีย Barcode ที่เราแสนจะคุ้นเคย บวกกับประวัติคร่าวๆกัน

บาร์โค้ด(Barcode) หรือ รหัสแท่งมหัศจรรย์นั้น ประดิษฐ์ขึ้นโดย Norman Joseph Woodland และถูกเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่ชื่อ March’s โดยสินค้าชิ้นแรกที่ถูกสแกนนั้นคือ หมากฝรั่ง Wrigley’s ต่อมามีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจาก บาร์โค้ด(Barcode) นั้นเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลที่แม่นยำมาก โดยถอดรหัสออกมาผ่านแถบแท่งขาวดำที่วางเรียงรายสลับไปมา แต่ในปัจจุบันข้อมูลที่บาร์โค้ดเก็บได้นั้นอาจไม่เพียงพอ ทำให้เกิด Code ต่างๆหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น Semacode, QR Code, Shotcode เป็นต้น

มาดูการประยุกต์การใช้งานด้วยดีไซน์เข้าไป ทำให้เกิด gimmick เล็กๆและความน่าสนใจมากขึ้น
ตัวอย่างไอเดียบาร์โค้ดบนบรรจุภัณฑ์(Packaging) มีร้าน Delishop ที่สเปนนำเอาบาร์โค้ด(Barcode) มาเป็น Brand Identity ซึ่งทำได้อย่างน่าสนใจจนคว้ารางวัลมากมาย

Filed under: Idea Packaging, , , , , , , , , , , , , ,

เมื่อ Coke และ Pepsi รีแบรนด์อะไรจะเกิดขึ้น??

Packaging City วันนี้จะมาเปรียบเทียบ 2 แบรนด์ยักษ์ๆข้ามชาติในตลาดน้ำอัดลมที่เราคุ้นเคยทั้ง โค้ก(Coke) และ เป๊ปซี่(Pepsi) มีการปรับอัตลักษณ์ใหม่(Identity and Brand Development) หรือ รีแบรนด์(Rebrand) มาดูสิว่าว่า, รูปแบบ, แนวความคิด เป็นอย่างไร

เริ่มต้นกันที่มุมแดงกันก่อน โค้กนั้นเลือกใช้ Turner Duckworth ในการปรับ Coca-Cola Identity ใหม่ทั้งหมด ซึ่ง Turner Duckworth เลือกใช้ Brand Concept Idea ว่า “Coke brings joy” แก่นสำคัญในการออกแบบที่ทางบริษัทดีไซน์นั้นใส่ลงไปในคือ ความชัดเจนของแบรนด์ในแบบเรียบง่าย ทั้งโลโก้และรูปทรงของขวดที่หลายคนจดจำ มันตอบสนองได้ดีมาก เนื่องจาก มันไปปรากฎต่อบริบทที่คุณเกี่ยวข้องในทุกๆที่ เช่น ดูหนัง กินข้าว เป็นต้น ถือเป็นการสร้าง Brand Experience ได้ดีมากจริงๆ

หลังจากที่ออกโค้กใหม่ไป Turner Duckworth กวาดรางวัลระดับโลกมากมายไม่ว่าจะเป็น D&DA, Cannes Lion, Designweek, Pentawards เป็นต้น ถือว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว

มาในฝั่งมุมน้ำเงินกันบ้าง เป๊ปซี่ก็ไม่น้อยหน้าใช้งบประมาณ 1.2 พันล้าน ในการเปลี่ยนทุกอย่างที่เกี่ยวกับแบรนด์ ทั้งรูปแบบใหม่ ทั้งบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และทั้งจุดขายด้วย ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสื่อสารกับผู้บริโภคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังเลือก Arnell Group ในการออกแบบโดยใช้แนวคิดแบบ “Brandspeak” ซึ่งตัวโลโก้นั้นสามารถสื่อสารกับคนได้(ลองดูวีดีโอประกอบ) คือ โลโก้แบบยิ้ม นั้นจะใช้กับ Pepsi ถ้าโลโก้แบบยิ้มยิงกว้างก็จะกับ Diet Pepsi แต่ถ้าโลโก้หัวเราะจะใช้กับ Pepsi Max เป็นต้น เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับแบรนด์และให้กับ Concept เปลี่ยนโลกให้สดใส (Refresh Your World) เป็นการสะท้อนถึงภายในของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และมุ่งมั่น เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

เรื่องน่ารู้จากผลการสำรวจตลาดในวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า

The Coca Cola Company มียอดขาย 121.41 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Pepsico, Inc มียอดขาย 97.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , ,

Interactive Packaging บรรจุภัณฑ์แนวใหม่

วันนี้ Packaging City จะเปิดมุมมองของการสื่อสารผ่านบรรจุภัณฑ์(New Packaging Communication) แบบใหม่ โดย Case นี้จะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เด่นในเรื่อง Interactive มาก ลองมาดูกันสิว่าจะเด่นสมคำล่ำลือรึเปล่า…

เครื่องมือช่วยการได้ยินของผู้มีปัญหาเรื่องการฟังนั้นกลายเป็นการรักษาแบบย่อมๆและนิยมกันมากในปัจจุบัน โดยบริษัทผู้ผลิตชั้นนำอย่าง widex ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดกลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของโลก

บริษัท Goodmorning Technology นั้น ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มันพิเศษและเรียบง่าย โดยใช้กับเครื่องช่วยฟัง Widex รุ่น ITE และ BTE  ซึ่งทาง Widex นั้นต้องการใช้กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ (Packaging Strategy)เพื่อสร้างความโดดเด่นและกำหนดตำแหน่งของสินค้าใหม่ในตลาดให้อย่างชัดเจน

โดยกลยุทธ์นั้นน่าจะส่งผลอย่างน้อยกับตัวมันเองและกับทางร้านค้าทั่วโลกในเรื่องการสื่อสาร ซึ่งจะทำให้แบรนด์ widex นั้นยกระดับการพัฒนาของต้นทุนและอื่นๆ

Packaging Review

เมื่อบรรจุภัณฑ์ “Widex” นี้ถูกเปิดขึ้น มันจะมี 2 layer ซ้อนกันของคลื่นเสียงขยับไปมา สร้างการจดจำแก่ผู้ซื้อได้มาก อีกทั้งยังเป็น Interactive Packaging เลยก็ว่าได้ โดยคลื่นเสียงที่ว่านี้มันคือสโลแกนของ Widex ซึ่งหมายความว่า “High Definition Hearing” ตั้งแต่ดีไซน์นี้ได้เปิดตัวแก่ผู้พบเห็นมากมายแล้วนั้น ด้านกล่องในคุณหมอยังสามารถพัฒนารายละเอียดของคลื่นเสียง เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ซื้อได้อีกด้วย รวมทั้งการขนส่งก็ถูกออกแบบให้มีการป้องกันพิเศษเนื่องจากอุปกรณ์ตัวนี้มันมีจุดสัมผัสที่ละเอียดอ่อน ซึ่งแก้ไขปัญหาโดยใช้โมลด์ซิลิโคน 2 ชั้น ออกแบบมาให้พอดีกับอุปกรณ์ซึ่งสามารถใช้งานได้กับทุกรุ่น widex ใช้บรรจุภัณฑ์นี้ในตลาดหลักทั่วโลก เพื่อสร้างแบรนด์และ ทำให้ Brand Value นั้นสูงขึ้น

Filed under: Idea Packaging, Packaging Strategy, , , , , , , , , , ,

Case Study อย่ามาซ่า.า..ส์ ระหว่างโซดาสิงห์ โซดาช้าง

ช้างกับสิงห์ ศึกการต่อสู้กันอย่างยาวนานในตลาดน้ำเมา ผลัดกันแพ้ชนะอย่างดุเดือดเลือดพล่าน มันยังคงไม่จบแค่เพียงเท่านี้

ทางช้างได้เพิ่มขุมกำลังการต่อสู้กันขนานใหญ่ในอีกสินค้าหนึ่ง ที่สิงห์เป็นเจ้าตลาดมานาน ก็คือ โซดาสิงห์ นับเป็น Product อีกตัวหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดมาเทียบได้ ซึ่งทางสิงห์นั้นกินส่วนแบ่งอยู่มากกว่า 97%

จุดแข็งของโซดาสิงห์นั้นอยู่ที่ความซ่าของตัวสินค้า โดยมี Tagline ที่ติดปากอย่าง “ทุกหยดซ่า โซดาสิงห์” การที่จะมีคู่แข่งกระโดดลงมาเล่นในตลาดโซดาที่มีมูลค่า 4,000 ล้านบาทนั้น ต้องคำนึงถึงตัว Product Benefit ขั้นพื้นฐานก็คือ “ความซ่า” นั่นเอง เพราะก่อนหน้านี้เคยมีโซดาช้างกับโซดาคริสตัลลงมาเล่นแล้ว แต่ก็ต้องกลับบ้านไป เนื่องจากความซ่านั้นไม่ได้

การกลับมาในตลาดโซดาครั้งนี้ เป็นการกลับมาสู้แต่เพียงผู้เดียวของช้าง หยิบจุดอ่อน (Weakness Point) ของตัวเองในแต่ก่อนมาเล่น เพื่อให้ผู้บริโภคได้ลองและเปลี่ยนเชื่อหรือทัศนะคติเก่าๆ โดยทางช้างใช้ Tagline ว่า “โซดาช้าง ซ่าท้าให้ลอง” สำหรับแผนของโซดาช้างในครั้งนี้นั้นใช้สื่อทั้ง Above the line ,Below the line  และมีการยิงโฆษณาเป็นเรื่องราวการทดลองของพิธีกรกับผู้บริโภคว่า ถ้าไม่เห็นว่าเป็นโซดาช้าง คุณคิดว่าซ่าหรือไม่ซ่า? สรุปก็คือซ่าและยังทิ้งท้าย motto ว่า “โซดาช้างก็ซ่า คราวหน้าอย่าคิดไปเอง” ทางช้างยังผนวกกับใช้จุดแข็ง (Strength Point) ของช้างด้านราคามาห่ำหั่น โดยถูกว่าของสิงห์อยู่ 1 บาท แต่ใน MT ถูกกว่า 2 บาท ทำให้บัลลังค์สิงห์เริ่มกระเทือนเลยทีเดียว

ทำให้สิงห์ต้องออกมาตอบโต้ทันควันว่า “ระวังของเลียนแบบ”,”ลอกสีได้ แต่ลอกความซ่าไม่ได้”,”โซดาสิงห์ ซ่าจริง ไม่ใช่แค่ในฝัน” เป็นต้น ถือเป็นเกมการแข่งขันที่ค่อนข้างสนุกเลยทีเดียว มีการตอบโต้กันไปมาแบบถึงลูกถึงคน

ด้านกลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ (Packaging Strategy) นั้น ทางโซดาช้างมีการวิเคราะห์ถึง Message ที่ต้องการสื่อสารให้ผู้บริโภคได้เข้าใจถึงความซ่า ณ จุดขาย เลยเลือกที่จะใช้ Necktag โดยออกแบบเป็นที่เปิดขวดสีแดง มีข้อความชวนน่าอ่านออกแนวกวนๆว่า “คิดว่าแฟนไม่รัก คิดว่าช้างไม่ซ่า คิดไปเอง” และยังวิเคราะห์ว่าตัวแพ็กรวมหน่วยนั้น เป็นอีกทางเลือกด้านราคาที่ดึงดูดมากกว่าซื้อปลีก เลยต้องฉีกหนีคู่แข่งที่เป็นแค่ Plastic Wrap เฉยๆ โดยปรับให้มีลวดลายสวยงามดึงดูดมากขึ้น ส่วนตัวบรรจุภัณฑ์(Packaging)ขวดนั้น ช้างเลือกที่จะเปลี่ยนสี Logo เป็นสีแดงเฉพาะใน Catagory ของโซดาเนื่องจากแบรนด์สิงห์ในหมวดโซดานี้แข็งมาก จึงจำเป็นต้องใช้ร่มเงาส่วนหนึ่งในสีของสิงห์ ซึ่งถูกต้องแล้ว เพราะส่วนแบ่งของสิงห์นั้นถือว่าผูกขาดในตลาดเลยทีเดียว

เมื่อช้างทำตลาดอย่างจริงจังขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในตลาดโซดากราฟพุ่งขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด แต่ต้องดูกันต่อไปว่าการทุ่มทุนมโหฬารลงในตลาดโซดาของช้างนั้น จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด อย่าพลาด ศึกคู่สำคัญนี้ให้ได้

ต้องขอบคุณรูปภาพจาก : http://www.cookiecoffee.com

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , ,

Case Study วันวานที่น่าศึกษา..ของมหกรรมชาเขียว

หลังจากเทรนด์มหกรรมชาเขียวนั้นผ่านพ้นไปปีกว่าๆ ซึ่งมีหลากหลายแบรนด์ที่ต่อสู้กันจนเลือดตกยางออก มาปัจจุบันเหลือผู้ชิงชัยในวงการชาเขียวตัวจริงไม่ถึง 10 ราย จากเดิมกว่า 42 ราย เราจะมาวิเคราะห์การตลาดภาพรวมของชาเขียวแต่ละแบรนด์คร่าวๆ และเพิ่มเติมในมุมกลยุทธ์บรรจุภัณฑ์เฉพาะตัวกันเป็นรายๆไป

เริ่มจากเจ้าตลาดความเป็นญี่ปุ่นอย่าง ชาเขียว โออิชิ (Oishi)


โออิชิเดิมนั้น คือ ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น ที่กินได้ไม่อั้นในราคาเดียว ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าว่าฮ๊อตและต้องต่อคิวกันเลยก็ว่าได้ ตรงนี้แหละเป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้ทางโออิชิ (Oishi)นั้นได้ Image ความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆไปแบบเต็มๆ

หลังจากนั้นเมื่อ Image มี ทางก็เกิด ทำให้คุณ ตัน ภาสกรนที ไม่คิดรีรอที่จะต่อยอดธุรกิจในเรื่องอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นราเม็น(Ramen) ชาบูชิ(Shabushi) และสุดท้ายก็คือชาเขียวซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดรายได้มหาศาล มาเข้าเรื่องชาเขียวของคุณตันกันดีกว่า ใช่ว่าชาเขียวโออิชิจะราบรื่นแบบนอนมาซะทีเดียว โออิชิตอนแรกนั้นขายชาเขียวเฉพาะในร้านอาหารเครือโออิชิ แล้วมองเห็นแนวโน้มของผู้บริโภคชาเขียวในร้าน ต่อมาจึงทำตลาดแบบ Full Scale โดยขยายเข้าสู่ร้านค้าทั่วประเทศนอกจากนั้นยังปรับขนาดเป็น 500 cc. เพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการดื่ม แต่ยังขายราคาเท่าเดิม จากนั้นโออิชิโดนวิกฤตกรดเกลือในน้ำชาทำให้ยอดขายหยุดชะงักทันที เกมส์ต่อไปที่คุณตันเล่นก็คือ Crisis = Opportunity จึงถือโอกาสที่เป็นวิกฤตนี้ประชาสัมพันธ์โรงงาน และนำเข้าเครื่องจักรที่ QC สีของน้ำชาเขียวไปในตัว หลังจากนั้นจึงใช้ Promotion แบบถึงใจก็คือ รวยฟ้าผ่า 30 ฝา 30 ล้าน” ทำให้กระแสชาเขียวของคุณตัน โออิชินั้น พุ่งทะยานหนีคู่แข่งขันและก้าวไปเป็นเบอร์หนึ่งแบบขาดกระจุย จากนั้นมาดูถึงบรรจุภัณฑ์ที่ทางโออิชิใช้ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง


Packaging Communication

1. แบรนด์โออิชินั้น มี Image ความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆมาก่อนแล้ว อีกทั้งคำว่า โออิชี่ (おいしい Oishii) นั้นแปลว่า อร่อย ไปออกเสียงใกล้เคียงกับแบรนด์ โออิชิ (Oishi) ส่วนตัวอักษรด้านในโลโก้สีแดงนั้นอ่านว่า 味 (あじaji) แปลว่า รสชาติ  ถือเป็นข้อดีของตัวแบรนด์ซึ่งทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าโออิชินั้นอร่อย

2. มีการใช้ตัวอักษรญี่ปุ่นตรงกลางบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพื่อแสดงความเป็นต้นตำรับ ซึ่งถือว่าเป็นความฉลาดในการสร้างภาพลักษณ์เป็นอย่างมาก

3. Graphic บนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ด้านบนให้รู้สึกเสมือนอยู่ในไร่ใบชายามเช้า ด้านล่างก็จะเป็น Graphics หยดน้ำเกาะขวด ดูภาพรวมสดชื่น ดื่มแล้วได้ประโยชน์

4. Color คุมโทนสีออกมาได้ชัดเจนเข้าใจในรสชาติต่างๆของผลิตภัณฑ์ได้ทันที

สรุปภาพรวมบรรจุภัณฑ์ชาเขียวโออิชิทำได้ดี สามารถทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงแก่นแท้จากญี่ปุ่นได้ แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Need ของชาเขียวโออิชิทะยานขึ้นสูงไปอีกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการใช้กลยุทธ์ Product Variety ของสินค้าโดยทำให้สินค้าที่ออกมาใหม่นั้นเป็น Limited Edition เช่น ชาเขียวโออิชิถั่วแดง, สตรอเบอรรี่, กี่วี่,วาเลนไทน์ และขวดบอลโลก เป็นต้น เพื่อกระตุ้นกลุ่มที่อยากลองรสชาติใหม่ๆ

ยูนิฟ กรีนที (Unif Green tea)


เดิมนั้นยูนิฟ กรีนที เป็นผู้บุกเบิกตลาดชาเขียวในเมืองไทย และเป็นผู้จุดประกายให้เกิดวัฒนธรรม “ชาเขียว” เกิดขึ้นมา จากเดิม Unif Green Tea เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้วด้วยการใช้สื่อโฆษณาชนิด Talk of the Town ซึ่งคำว่า “shinme chodai shinme shodai”(しんめい ちょうだい
) กลายเป็นคำสะกดจิตที่เรียกได้ว่าฮิตที่สุดในขณะนั้นจนกลายเป็นกระแสที่ทำให้ใครหลายคนต้องมานั่งรออยู่หน้าจอโทรทัศน์เพื่อที่จะได้ชมโฆษณาชุดหนอนของยูนิฟ กรีนที

ด้วยเสียงพากษ์ภาษาญี่ปุ่นที่แฝงด้วยความน่ารักบวกกับท่าทางของหนอนพ่อลูกที่เล่นเอาคนดูเห็นแล้วต้องขำไปตามๆ กันจนเจ้าของประเทศยังเข้าใจว่าเป็นงานโฆษณาที่มาจากญี่ปุ่นโดยตรง ซึ่งดังมากจนมีเพลงลูกทุ่งเอาไปร้องกันเลย แต่ด้วยในปัจจุบันการเป็นเจ้าตลาดนั้นไม่ง่ายที่จะรักษาแชมป์ไว้ถ้าไม่ทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคสมัยนี้การ Switch Brand นั้นเป็นเรื่องปกติ จึงเป็นสาเหตุให้ยูนิฟนั้นโดนโออิชิแซงไปเป็นอันดับหนึ่งได้

Packaging Communication

ทาง Unif Green Tea เนื่องจากเป็นเจ้าตลาดอยู่แล้วเสมือนเป็น Blue Ocean ในตลาดชา ทำให้ผู้บริโภคเกิดการอยากทดลองสินค้า ซึ่งตัวบรรจุภัณฑ์ (Packaging) นั้นจะเน้นสีเขียวคุมโทนทั้ง 3 รสชาติ และมี Icon เล็กๆบอกรสชาติอยู่ แต่อาจทำให้ผู้บริโภคและการจัดเรียงสินค้าตาม TT นั้นแยกแยะรสชาติได้ยาก ส่วนหนึ่งของตลาดชาต้นตำรับนั้น Key Factor สำคัญเลยก็คือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคนั้นอยากดื่มชาที่มาจากญี่ปุ่นแท้ๆ ซึ่งภาพของ Unif Green Tea นั้นแทบไม่เห็นความเป็นญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ทั้งในเรื่องของคำว่า กรีนที หรือ Green T ที่ใช้ภาษาไทยและอังกฤษ

แต่ล่าสุด ยูนิฟเปิดไลน์เครื่องดื่มจำพวกชากลับมาอีกครั้งชื่อ ยูนิฟที(UnifT) โดย Repackaging ใหม่มีหนอนชาเขียวอยู่บนฉลาก ซึ่งทาง Unif น่าจะทำเพื่อให้เกิด Brand Recall มาลองดูกันว่าวันวานอันแสนหวานของยูนิฟที่ใช้หนอนนั้นจะกลับมาทวงแชมป์ได้รึเปล่า

โมชิ ชาเขียว (Moshi Green Tea)


โมชิ เป็นชาเขียวที่มาตอนกราฟ Decline ตัวบ้างแล้ว ทำให้ทางบริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ชาเขียวโมชิ นั้นจำเป็นต้องใช้กลเม็ดต่างๆ ทั้งวิธีจัดกิจกรรมและออกชาเขียวที่มีรสชาติใหม่ไม่ซ้ำใคร เพราะทางเบียร์สิงห์มองแล้วว่าในขณะนั้นยังไม่มีใครดำเนินการตลาดชาด้วย Mascot ทำให้เจ้าโมชิมารุ จึงเกิดขึ้น ซึ่งบุคลิกของโมชิมารุจะเป็นการป่วนแบบน่ารัก สร้างสรรค์ เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย และจะใช้โมชิมารุเป็นตัวเล่าเรื่องราวผ่านการทำการตลาดทั้งหมด

Packaging Communication
รูปทรงขวดมีลักษณะคล้ายเป็นกระบอกไม้ไผ่ สื่อถึงความเป็นญี่ปุ่นได้ดี ส่วนการเล่าเรื่องราวโดยใช้เจ้าMascot โมชิมารุ มันอาจจะประสบความสำเร็จกว่านี้ถ้าตัว Mascot มีความน่ารัก อย่างหนอนชาเขียว หรือ หมีนามาชะ(ที่มาทีหลัง) ซ้ำยัง Mascot ที่นำมาลงบน Packaging นั้น น่ารักไม่เท่าในตัว TVC จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สินค้าไม่น่าทาน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ Mascot เล่าเรื่องราว อันดับแรก คือ รูปร่างของ Mascot จะต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อันดับสอง เรื่องราวที่จะเล่านั้นต้องเข้าใจว่ามันคือบุคลิกภาพของตัว Mascot นั้นจริงๆ

สรุปการที่เข้ามาเป็นอันดับท้ายๆของโมชินั้น ทำให้หนทางนั้นค่อนข้างริบหรี่ บวกกับการพยายามเล่าเรื่องราวที่เปลี่ยนมุมมองจากชาเขียวเดิมๆ โดยใช้ Mascot อาจต้องไปทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ว่าตลาดชาเขียวจากญี่ปุ่น เค้าต้องการอะไรเป็นแก่นแท้จริงๆ ถามว่าทำไมชาเขียวที่เพิ่งเข้ามาทีหลังแบบรถไฟขบวนสุดท้ายอย่าง ชาเขียวฟูจิ หรือชาที่มีมานานอย่างชาเขียว pokka นั้นทำไมยังขายได้อยู่ จวบจนปัจจุบัน

ส่วนแบรนด์อื่นๆ ทั้งที่ยังจำหน่ายอยู่หรือปิดไป เช่น นามาชะ เพียวริขุ โตเซ็น เซ็นย่า ทีเบรค และมาโนบุ นั้นก็ต้องลองศึกษาโมเดลความสำเร็จจากแบรนด์เบื้องต้นดูว่าสามารถจะปรับตัวและสร้างสีสันให้กับวงการชาเขียวได้อีกทีหนึ่งหรือเปล่า ต้องลองติดตามกันยาวๆ ต่อไป

ต้องขอขอบคุณรูปภาพจาก : http://ds30482.bloggang.com

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , ,

Join to Fan Page