Packaging City

Packaging Design Knowledge Center

Tone of voice คืออะไร

“กราบสวัสดีขอรับท่านผู้อ่าน วันนี้พูดไพเราะเพราะพริ้งเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าผมจะมานำเสนอเรื่อง “Tone of voice” หรือเรียกง่ายๆ ว่า สำเนียงหรือภาษาที่เวลาแบรนด์ต่างๆนำเสนอเรา

หลายคนบอก หา….. แบรนด์มีสำเนียงด้วยเหรอครับ คำตอบคือ ใช่แล้วครับ
TOV
แบรนด์ก็เปรียบเสมือนคนที่ต้องมีการสื่อสารในหลายๆรูปแบบ ดังนั้นสำเนียง ข้อความ และคำพูดที่แบรนด์สื่อสารออกไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆอย่างนึงเลยครับ

ในโลกธุรกิจที่การตลาดเติบโตและแข่งขันกันอย่างไม่หยุดยั้ง ปฎิเสธไม่ได้ว่า นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่เฉียบแหลม สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ การสื่อสารเกี่ยวกับความเป็นแบรนด์ หรือองค์กร ออกไปสู่ผู้บริโภคอย่างไรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และคนที่รับสาร สามารถเข้าใจและจดจำเอกลักษณ์ สำเนียงจากข้อความของแบรนด์นั้นๆได้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง แบรนด์ “ Philosophy” เครื่องสำอางค์สายเลือดอเมริกัน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างการใช้ Tone of voice ในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้อย่างชัดเจนมาก เริ่มตั้งแต่ชื่อแบรนด์ Philosophy แปลว่าปรัชญา เค้าก็นำเสนอผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยใช้ถ้อยคำที่สละสลวยผ่านตัวอักษรมาร้อยเรียงเป็นปรัชญาได้สอดคล้องกับ
ความเชื่อของแบรนด์ที่มีทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตและความงาม อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ “hope in a jar” นำปรัชญาเกี่ยวกับความหวังมาเป็นแรงบันดาลใจให้คุณผู้หญิงลุกขึ้นมาสวยอีกครั้งด้วยครีมจาก philosophy “don’t lose hope you never know what tomorrow may bring” อย่าสูญสิ้นความหวัง คุณไม่อาจรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และ ใช้คำพูดที่เป็นแรงบันดาลใจมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เซรั่มย้อนวัยผิว “it’s time to try something ” ถึงเวลาแล้วที่จะลองสิ่งใหม่ๆ กับผลิตภัณฑ์ “Time in a bottle”

PhilosophyLogo
10329909_639689776123706_8238900037356974064_o 10307198_637090986383585_834696710383092211_n 10434242_648275395265144_1473600588057697396_n

ทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำได้ง่ายและสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างคู่แข่งแบรนด์อื่นได้ นอกจากนี้ Tone of voice ที่ดีมันจะส่งข้อความที่สื่อสารแนวช่วยกระตุ้นหรือโน้มน้าว ไม่เพียงแค่นั้นมันจะส่งความรู้สึกผ่านไปได้ด้วย คล้ายๆ กับคนล่ะครับ เวลาเราจะคุยกับใครสักคนแบบจริงๆจังแล้วนั้น เราจะรับรู้ได้ว่าคนๆนั้นใช้ความรู้สึกคุยกันกับเรารึเปล่า

 

ถ้าพูดถึง Tone of voice จุดเริ่มต้นที่สำคัญ คือ ให้พิจารณาจากแบรนด์ของคุณเองว่าต้องการให้แบรนด์ของคุณมีคุณค่าอะไรในสายตาผู้บริโภค
โดยใช้การสื่อสารถ่ายทอดเป้าหมายเหล่านั้นออกมาให้ดูมีคุณค่าและตราตรึงในใจกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าอะไรที่คุณอยากบอกให้โลกรับรู้? เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่าคุณจะได้ตัดสินใจว่าจะส่งสาร Tone of Voice ออกไปอย่างไรนี่คือจุดเริ่มต้นที่คุณจะสามารถนิยามวัตถุประสงค์หลักในการสื่อสารของแบรนด์คุณเพื่อนำไปสู่การสร้าง Tone of voice

การสร้าง Tone of voice ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายซักเท่าไหร่ ก็เหมือนกับการสร้างแบรนด์ทางการตลาดนั่นแหละครับ คุณต้องรู้ก่อนว่าแบรนด์ของคุณมีจุดยืนหรืออยากให้คนที่มองเข้ามารู้สึกอย่างไรกับแบรนด์คุณ ดังนั้น
สิ่งที่สำคัญลำดับต่อมาก็คือ การใช้ภาษาในการสื่อสารครับ ไม่ว่าจะเป็น คำศัพท์ รูปประโยค หรือสัญลักษณ์ รูปแบบตัวอักษร แม้กระทั่งการออกแบบกราฟฟิกก็สำคัญด้วยนะครับ ลองคิดเล่นๆ นะครับ เวลาคุณพิมพ์อีเมลหาลูกค้าเพื่อติดต่องานกัน ภาษาที่ใช้ก็ต้องค่อนทางเป็นไปในเชิงทางการ แต่ถ้าพูดคุยติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน ภาษาที่ใช้ก็ไม่ใช้ทางการ เน้นการพูดคุยเป็นกันเองมากกว่า ใช่แล้วครับ การใช้ภาษาในการสร้าง Tone of voice ก็เหมือนกันครับ ต้องปรับให้เข้ากับอารมณ์และความรู้สึกของแบรนด์คุณที่คุณคิดไว้ว่าอยากให้ผู้อื่นรับรู้ไปในอารมณ์แบบไหนนะครับ ตัวอย่างที่น่าสนใจ “Innocent” แบรนด์น้ำผลไม้ชื่อดังประเทศอังกฤษ นับว่าเป็นแบรนด์ที่มีความโดดเด่นในด้านการใช้ภาษาและสื่อความเป็น Tone of voice ผ่านทางผลิตภัณฑ์ เว็บไซต์ หรือสื่อโฆษณาต่างๆ ได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยเป้าหมายของแบรนด์ที่ต้องการสื่อไปยังผู้คนก็คือ ความไร้เดียงสา innocent ความแตกต่างที่โดดเด่น ความเป็นมิตร เป็นกันเอง และความมีเสน่ห์น่าสนใจ ลองมาดูตัวอย่างการใช้ Tone of voice ของ Innocent ในช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ “Big thanks from the big Knit” ชื่อแคมเปญสื่อความหมายได้ดีสื่อถึงความยิ่งใหญ่ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและแสดงความขอบคุณ “Big thanks” ไม่เป็นทางการแต่ได้ความรู้สึกจริงใจ

Dude_Logo_StraplineScreen Shot 2559-06-18 at 7.37.29 PM

ข้อความในทวิตเตอร์ ที่มีการเล่นคำ ใส่มุขตลกๆ ให้คนได้มีอารมณ์สนุกดึงดูดความสนใจให้คนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือ แม้กระทั่ง Facebook cover page ที่มีการใช้รูปประโยคง่ายๆ “Say hello to our new veg pots” แต่สามารถสื่อถึงความต้องการที่จะแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ได้อย่างมีเอกลักษณ์
twittterInnocent

FB

โดยกลยุทธ์ที่ทาง Innocent ปรับใช้ในการสร้าง Tone of voice ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และประสบความสำเร็จ คือ
1. การใช้ภาษาที่เป็นมิตร คือ ไม่เป็นทางการมากเกินไป เข้าใจ และเข้าถึงความรู้สึกของผู้รับสาร โดยอย่างที่กล่าวข้างต้น Innocent รู้จุดยืนและความต้องการของตัวเองได้ชัดเจนมากๆ ดังนั้น แบรนด์จึงสื่อสารโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมือนกับใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ภาษาที่เป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเข้าถึงได้ และคุ้นเคย สามารถจดจำและมึความรู้สึกร่วมไปกับภาษาที่ใช้ได้อย่างดี จึงไม่แปลกใจเลยว่า แคมเปญเพื่อการกุศลหลายๆ แคมเปญของ Innocent ประสบความสำเร็จและสร้างเอกลักษณ์และชื่อเสียงให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก
2.ใช้ช่องทางการสนทนาอื่นๆ สำหรับติดต่อ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ เช่น Facebook Twitter
นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง สามารถใช้ข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้อื่น มาช่วยประเมินถึง Tone of voice ที่เราต้องการสื่อไปยังผู้อื่น ว่าสามารถรับรู้และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกไปในทิศทางที่แบรนด์ตั้งใจและวางไว้หรือไม่ ถ้าแนวโน้มไปคนละทิศทาง แสดงว่า ภาษา หรือรูปประโยคที่ใช้ อาจมีข้อผิดพลาดในการสื่อสารที่ต้องปรับปรุงใหม่ หรือปรับแนวคิดใหม่ให้สอดคล้องกับกลุ่มหรือเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี หัวใจหลักของการสร้างเอกลักษณ์ของ Tone of voice ที่สำคัญ คือ หัวใจของแบรนด์คืออะไร การเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับแบรนด์ อารมณ์ของภาษาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ และมีการพัฒนาปรับปรุงภาษาให้ทันสมัย ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เพียงเท่านี้ สำเนียงหรือภาษาแบรนด์ของคุณก็จะเข้าไปอยู่ในใจผู้คนได้อย่างประสบความสำเร็จครับ

Cr. SMEs Plus Magazine, ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงทุกๆแหล่ง

Filed under: Other, , , , , , , , , , , , , , , , , ,

คนมีสี แบรนด์ก็มีสีเหมือนกัน….!!!!

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งคือการเลือกสี ในทุกๆสีนั้นล้วนมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน การเลือกสีหรือการจับคู่สีเพื่อแบรนด์ของคุณนั้น คุณจำเป็นต้องนำมันมาเลือกใช้และใส่ลงไปในแบรนด์ของคุณ เพราะสีจะทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อตราสินค้า ดังนั้นจึงเป็น สิ่งสำคัญมากในการเลือกสีที่จะแสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการวิจัยต่างประเทศเปิดเผยว่าคนทั่วไปจะตัดสินใจจากจิตใต้สำนึก (Subconscious judgment) เกี่ยวกับ คน, สภาพแวดล้อม หรือสินค้า ภายในเวลา 90 วินาทีของการเริ่มต้นการดู และระหว่าง 62% ถึง 90% ของการตัดสินใจนัั้นจะอยู่บนพื้นฐานของสีเพียงอย่างเดียว

ทำไมต้องเป็นเรื่องสี….???

ผมจะถามง่ายๆ ให้ตอบในใจนะครับว่า แบรนด์ที่ผมพูดนั้นคือแบรนด์อะไร

ค่ายมือถือสีฟ้า…..??? ร้านกาแฟสีเขียว…..??? แบรนด์น้ำดำสีแดง….??? สายการบินสีม่วง….???

คงจะตอบถูกกันถ้วนหน้าแน่ๆ ฉะนั้นหากคุณเป็นเจ้าของสีหนึ่งในอุตสาหกรรมอะไรก็แล้วแต่ สีของคุณนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ของคุณ มันสามารถแสดงภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีสีแบรนด์แล้ว ถ้าคุณขายสินค้าชนิดหนึ่ง สีบนบรรจุภัณฑ์ของคุณก็จะโดดเด่นจากคู่แข่งขันใน Shelf สีเองนั้นจะเป็นที่รู้จักและจดจำในสื่อส่งเสริมการขายทั้งหมด รวมทั้งร้าน โลโก้ นามบัตร หัวจดหมาย และอื่นๆ อีกมากมาย

แล้วจะเริ่มกันอย่างไรดีล่ะเนี่ย….???

มีเครื่องมือหนึ่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งสามารถช่วยเลือกสีได้เรียกว่า Cymbolism มันมาจากคำว่า Color+Symbolism คือแบบสำรวจของสมาคมสีด้วย Keyword เช่น Hot ก็คือสีแดง, Warm ก็คือสีส้ม, Cold ก็คือสีน้ำเงิน เป็นต้น ซึ่งคุณจะต้องเลือกสีที่รู้สึกดีที่สุดเป็นตัวแทนของแบรนด์คุณ เพื่อช่วยให้คุณเลือกสีได้เหมาะสมสำหรับตราสินค้าของคุณ ผมได้รวบรวมผลจากการ Cymbolism แบบพื้นฐานทั่วไปเบื้องต้น ซึ่งสามารถไปปรับใช้ได้ และนอกจาก นี้ยังมีตัวอย่างของโลโก้ที่ใช้สีแต่ละสีมาเป็น Guideline

(ดูภาพประกอบ) คำที่อยู่บนตารางเหล่านี้เป็นตัวแทนความรู้สึกความหมายที่เกี่ยวข้องกับสีต่างๆ ซึ่งคำนั้นๆ จะเป็นความรู้สึกเบื้องต้นของคนทั่วไป ที่มีต่อสีต่างๆ มันเป็นสิ่งที่ดีที่บอกถึงความรู้สึกของแบรนด์เราได้ชัดเจนด้วย Keyword และความรู้สึกว่าสีหนึ่งๆนั้น มีความหมายว่าอย่างไร

ผมยังได้ยกตัวอย่างสีแบรนด์ที่มีหลายๆสี ซึ่งอยู่หัวข้อ MULTI นั้น บางแบรนด์เลือกไม่ใช้สีเดียว แต่กลับเลือกใช้ 4สี หรือมากกว่านั้น นี้คือการแสดงถึง ความหลากหลาย ทำให้ความรู้สึกของแบรนด์นั้นแตกต่างจากตลาดที่แข่งอยู่

แล้ววิธีการเลือกสีของคุณจะทำอย่างไรกันล่ะเนี่ย!!!!

มองผ่านตารางข้างต้นโดยภาพรวม สีแต่ละสีหมายถึงอะไรคุณน่าจะรู้ เพราะเป็น Common Sense

แต่มี 3 คำถามที่คุณจะต้องถามตัวเองก่อนที่จะทำแบรนด์ว่า….

สีอะไรจึงจะหมายถึงบุคลิกของตราสินค้าคุณ(Brand Personality)….???

สีอะไรที่เหมาะสมกับลักษณะของสินค้า / บริการคุณ(Brand Characteristic)….???

สิ่งที่สีคู่แข่งใช้งานเป็นอย่างไร(Brand Competitor Comparisons)….???

สิ่งเหล่านี้ต้องให้ผู้ประกอบการกลับไปทำการบ้านมาว่า จริงๆแล้วบุคลิกภาพของสีแบรนด์ที่เราต้องการนั้น คืออะไร ให้พยายามลองศึกษาและ ตอบคำถามทั้ง 3 ข้อให้ได้เบื้องต้นก่อน หากพิจารณาแล้วอย่าลืมคำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมหรือบริบทของสีในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่นในโลกตะวันตก, สีขาวถือว่าเป็นสีของ ความบริสุทธิ์และความสงบสุข แต่ในบางแห่งของเอเชียนั้นสีขาวเป็นสีของความตาย ฉะนั้นการตรวจสอบว่าสีที่คุณเลือกจะให้ความถูกต้องกับและความ เหมาะสมในตลาดนั้นๆหรือไม่

จุดที่สำคัญที่สุดที่จะต้องพิจารณาซึ่งขาดเสียไม่ได้คือ สีคู่แข่งหลักของคุณ สีของคู่แข่งหลักๆของคุณ หากคุณเป็นคนแรกในตลาดใหม่หรือเรียกว่า Blue Ocean ในวงการธุรกิจ คุณจะต้องเลือกอย่างพิถีพิถัน และเลือกสีที่แสดงถึงผลิตภัณฑ์และบุคลิกภาพของคุณ แต่หากว่าคุณมาเป็นที่สองในตลาด สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการ แทนการเลือกสีเดียวกันหรือคล้ายกันจากคู่แข่ง ให้เลือกตรงข้าม เช่น เลือกสีฟ้าถ้าหากคู่แข่งของคุณมีสีแดง, เลือกสีม่วงถ้าพวกเขาใช้สีเหลือง เป็นต้น จุดแข็งของแบรนด์นั้นอยู่ที่ความสามารถที่จะโดดเด่น หรือแตกต่าง การเลือกสีเดียวกันกับที่ของคู่แข่งหลัก จะทำให้คุณเป็นผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ (Me-too product) แต่คุณต้องการที่จะแยกตัวเองจากคู่แข่งขัน คุณต้องต้องแสดงความ แตกต่างให้ได้

Case Study ที่เห็นชัดเจน และใกล้ตัวมากๆ ก็คือ ตลาดของธนาคาร ที่นับวันจะมีสีสันออกมามากมายเหลือเกิน เริ่มต้นจากเจ้าแรกๆ ในเรื่องพลังของสี อย่าง “พลังม่วง” ของไทยพาณิชย์, สีเขียวอย่าง กสิกร ซึ่งหลังจากนั้นก็มีองค์กรที่ทำตามกันมาเช่น สีส้มอย่าง ธนชาติ, สีชมพู อย่างออมสิน, สีเหลือง อย่างกรุงศรี และล่าสุดเพิ่งเปลี่ยนมาไม่นานอย่างธนาคารกรุงไทย ที่ใช้สีฟ้า เป็นต้น นี่แหละ!!! แสดงให้เห็นองค์กรใหญ่ๆ และมั่นคงอย่างธนาคารต่างๆ ที่ระดมให้ความสำคัญในเรื่องของสีสัน เพราะเป็นสิ่งที่สามารถสื่อสารได้ ชัดเจน เข้าใจง่ายที่สุด (Single Minded) ฉะนั้น คุณรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า แบรนด์คุณจะต้องใช้สีอะไร….???

Filed under: Other, , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

เมื่อ Coke และ Pepsi รีแบรนด์อะไรจะเกิดขึ้น??

Packaging City วันนี้จะมาเปรียบเทียบ 2 แบรนด์ยักษ์ๆข้ามชาติในตลาดน้ำอัดลมที่เราคุ้นเคยทั้ง โค้ก(Coke) และ เป๊ปซี่(Pepsi) มีการปรับอัตลักษณ์ใหม่(Identity and Brand Development) หรือ รีแบรนด์(Rebrand) มาดูสิว่าว่า, รูปแบบ, แนวความคิด เป็นอย่างไร

เริ่มต้นกันที่มุมแดงกันก่อน โค้กนั้นเลือกใช้ Turner Duckworth ในการปรับ Coca-Cola Identity ใหม่ทั้งหมด ซึ่ง Turner Duckworth เลือกใช้ Brand Concept Idea ว่า “Coke brings joy” แก่นสำคัญในการออกแบบที่ทางบริษัทดีไซน์นั้นใส่ลงไปในคือ ความชัดเจนของแบรนด์ในแบบเรียบง่าย ทั้งโลโก้และรูปทรงของขวดที่หลายคนจดจำ มันตอบสนองได้ดีมาก เนื่องจาก มันไปปรากฎต่อบริบทที่คุณเกี่ยวข้องในทุกๆที่ เช่น ดูหนัง กินข้าว เป็นต้น ถือเป็นการสร้าง Brand Experience ได้ดีมากจริงๆ

หลังจากที่ออกโค้กใหม่ไป Turner Duckworth กวาดรางวัลระดับโลกมากมายไม่ว่าจะเป็น D&DA, Cannes Lion, Designweek, Pentawards เป็นต้น ถือว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว

มาในฝั่งมุมน้ำเงินกันบ้าง เป๊ปซี่ก็ไม่น้อยหน้าใช้งบประมาณ 1.2 พันล้าน ในการเปลี่ยนทุกอย่างที่เกี่ยวกับแบรนด์ ทั้งรูปแบบใหม่ ทั้งบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และทั้งจุดขายด้วย ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสื่อสารกับผู้บริโภคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังเลือก Arnell Group ในการออกแบบโดยใช้แนวคิดแบบ “Brandspeak” ซึ่งตัวโลโก้นั้นสามารถสื่อสารกับคนได้(ลองดูวีดีโอประกอบ) คือ โลโก้แบบยิ้ม นั้นจะใช้กับ Pepsi ถ้าโลโก้แบบยิ้มยิงกว้างก็จะกับ Diet Pepsi แต่ถ้าโลโก้หัวเราะจะใช้กับ Pepsi Max เป็นต้น เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับแบรนด์และให้กับ Concept เปลี่ยนโลกให้สดใส (Refresh Your World) เป็นการสะท้อนถึงภายในของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และมุ่งมั่น เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

เรื่องน่ารู้จากผลการสำรวจตลาดในวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า

The Coca Cola Company มียอดขาย 121.41 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Pepsico, Inc มียอดขาย 97.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , ,

Packaging = Brand Image

               นอกเหนือจากบรรจุภัณฑ์ที่มีหน้าที่หลักในการเก็บสินค้าแล้ว ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกหลายหลากของบรรจุภัณฑ์ซึ่ง ณ เวลานี้หน้าที่ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้น การใช้บรรจุภัณฑ์ในการสร้างภาพลักษณ์ หรือ Brand Image ให้กับบริษัทนั้นเองครับ สินค้าที่มีการต่อสู้กันอย่างมากในเรื่องบรรจุภัณฑ์คงหนีไม่พ้นกลุ่มสินค้า FMCG(Fast Moving Consumer Goods) ที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ของบริษัทมีความโดดเด่นดึงผู้ซื้ออย่างเราๆ ให้หันมามอง (จากงาน วิจัยหลายแห่งพบว่า บรรจุภัณฑ์ในซูเปอร์มาร์เก็ตมีเวลาน้อยกว่า 3 วินาทีในการดึงความสนใจจากผู้บริโภค)

Packaging_Image

               งานออกแบบบรรจุภัณฑ์ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาทั้งด้านรูปแบบ วัสดุ รวมทั้งกรรมวิธีการผลิต ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่หลังในการรักษาสินค้าภายใน ได้อย่างดียิ่งแล้ว ยังได้ทำหน้าที่หลักในการสร้างแบรนด์เนมให้กับผู้ผลิตได้เป็นอย่างดี บทความจาก Design Council จากประเทศอังกฤษในเรื่องบรรจุภัณฑ์ ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

               งานออกแบบบรรจุภํณฑ์ที่ดีนั้นมิใช่มีหน้าที่จบลงหลังจากผู้ซื้อหยิบสินค้าออกจากชั้นวางขาย แต่ Life Cycleของบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์เริ่มต้นด้วยหน้าที่หลักในการห่อหุ้มสินค้า จากนั้นมันก็ได้เดินทาง ไปทำหน้าที่ Salesmanบนชั้นวางสินค้า ตามมาด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ของผู้บริโภคหลังจากซื้อกลับบ้าน และท้ายสุดที่ขาดไม่ได้ก็คือการนำกลับมาใช้อีกครั้งในรูปแบบ Recycle-After use

               หน้าที่หลักและสำคัญของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ก็คือการทำให้บรรจุภัณฑ์ของเรา นั้นมีความเด่น และดึงดูดความสนใจ (Visual Equities) ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่กลุ่มนักออกแบบมักนำมาใช้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ของเราโดดเด่น แปลกใหม่ จดจำได้ ซึ่งเคล็ดลับของการสร้าง Visual Equities มีดังนี้นะครับ

               เริ่มจากรูปทรง (Shape) การสร้างรูปทรงที่สอดคล้องกับสินค้าจะมีส่วนสำคัญที่ช่วย ผลักดันให้คุณค่าของสินค้าภายในดีขึ้น ตัวอย่างเช่นขวดน้ำแร่ Perrier ที่ออกแบบโดยใช้รูปทรง ของหยดน้ำมาเป็นรูปแบบ ของขวด ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ ที่บ่งบอกถึงน้ำแร่ที่บรรจุอยู่ภายใน

perrier_packaging

นอกจากรูปทรงแล้ว อีกสิ่งที่จำเป็นต้องนำมาใช้ก็คือ สี (Color) โดยสีนั้นจะมีส่วนสำคัญอย่างสูงในการทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์เนมของเราได้เป็นอย่างดี เช่น สีเหลืองได้อยู่คู่กับแบรนด์เนมของชาลิปตันมานานแสนนาน

ถัดจากสีก็เห็นจะเป็น เรื่องของตัวแทนสินค้าหรือ Mascot ที่ปรากฎบนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยอธิบายภาพลักษณ์ของสินค้าแทนคำพูด เช่นภาพเสือบนกล่อง Kellogg’s Cornflake หรือจะเป็นแบรนด์ใหม่ๆอย่างเถ้าแก่น้อย ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กและกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

 

kelloggs_taokaenoi

ท้ายที่สุดก็จะเป็นรูปแบบของตัวอักษร โลโก้สินค้า ชื่อสินค้า ฯลฯ ที่ปรากฎบนบรรจุภัณฑ์ รูปแบบตัวอักษรนั้นนอกจากจะทำหน้าที่ในการให้รายละเอียดของสินค้าแล้ว ยังทำหน้าที่เสริมสร้างภาพลักษณ์ทางอ้อมได้ด้วย

               ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดที่ไม่ลับของ Visual Equities บนบรรจุภัณฑ์ เป็นข้อมูลพื้นฐานหลักที่ผู้ประกอบการควรจะเรียนรู้ลองหันกลับไปดูและพิจารณาบรรจุภัณฑ์ของท่านที่มีอยู่นะครับ ว่าองค์ประกอบที่ปรากฎช่วยส่งเสริมแบรนด์ และสินค้านั้นเป็นเพียงแค่ไม้ประดับที่ไม่มีความหมายรึเปล่า…?

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , ,

Join to Fan Page