Packaging City

Packaging Design Knowledge Center

Tone of voice คืออะไร

“กราบสวัสดีขอรับท่านผู้อ่าน วันนี้พูดไพเราะเพราะพริ้งเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าผมจะมานำเสนอเรื่อง “Tone of voice” หรือเรียกง่ายๆ ว่า สำเนียงหรือภาษาที่เวลาแบรนด์ต่างๆนำเสนอเรา

หลายคนบอก หา….. แบรนด์มีสำเนียงด้วยเหรอครับ คำตอบคือ ใช่แล้วครับ
TOV
แบรนด์ก็เปรียบเสมือนคนที่ต้องมีการสื่อสารในหลายๆรูปแบบ ดังนั้นสำเนียง ข้อความ และคำพูดที่แบรนด์สื่อสารออกไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆอย่างนึงเลยครับ

ในโลกธุรกิจที่การตลาดเติบโตและแข่งขันกันอย่างไม่หยุดยั้ง ปฎิเสธไม่ได้ว่า นอกจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่เฉียบแหลม สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ การสื่อสารเกี่ยวกับความเป็นแบรนด์ หรือองค์กร ออกไปสู่ผู้บริโภคอย่างไรให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และคนที่รับสาร สามารถเข้าใจและจดจำเอกลักษณ์ สำเนียงจากข้อความของแบรนด์นั้นๆได้ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง แบรนด์ “ Philosophy” เครื่องสำอางค์สายเลือดอเมริกัน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างการใช้ Tone of voice ในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้อย่างชัดเจนมาก เริ่มตั้งแต่ชื่อแบรนด์ Philosophy แปลว่าปรัชญา เค้าก็นำเสนอผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยใช้ถ้อยคำที่สละสลวยผ่านตัวอักษรมาร้อยเรียงเป็นปรัชญาได้สอดคล้องกับ
ความเชื่อของแบรนด์ที่มีทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตและความงาม อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ “hope in a jar” นำปรัชญาเกี่ยวกับความหวังมาเป็นแรงบันดาลใจให้คุณผู้หญิงลุกขึ้นมาสวยอีกครั้งด้วยครีมจาก philosophy “don’t lose hope you never know what tomorrow may bring” อย่าสูญสิ้นความหวัง คุณไม่อาจรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และ ใช้คำพูดที่เป็นแรงบันดาลใจมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เซรั่มย้อนวัยผิว “it’s time to try something ” ถึงเวลาแล้วที่จะลองสิ่งใหม่ๆ กับผลิตภัณฑ์ “Time in a bottle”

PhilosophyLogo
10329909_639689776123706_8238900037356974064_o 10307198_637090986383585_834696710383092211_n 10434242_648275395265144_1473600588057697396_n

ทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำได้ง่ายและสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างคู่แข่งแบรนด์อื่นได้ นอกจากนี้ Tone of voice ที่ดีมันจะส่งข้อความที่สื่อสารแนวช่วยกระตุ้นหรือโน้มน้าว ไม่เพียงแค่นั้นมันจะส่งความรู้สึกผ่านไปได้ด้วย คล้ายๆ กับคนล่ะครับ เวลาเราจะคุยกับใครสักคนแบบจริงๆจังแล้วนั้น เราจะรับรู้ได้ว่าคนๆนั้นใช้ความรู้สึกคุยกันกับเรารึเปล่า

 

ถ้าพูดถึง Tone of voice จุดเริ่มต้นที่สำคัญ คือ ให้พิจารณาจากแบรนด์ของคุณเองว่าต้องการให้แบรนด์ของคุณมีคุณค่าอะไรในสายตาผู้บริโภค
โดยใช้การสื่อสารถ่ายทอดเป้าหมายเหล่านั้นออกมาให้ดูมีคุณค่าและตราตรึงในใจกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าอะไรที่คุณอยากบอกให้โลกรับรู้? เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่าคุณจะได้ตัดสินใจว่าจะส่งสาร Tone of Voice ออกไปอย่างไรนี่คือจุดเริ่มต้นที่คุณจะสามารถนิยามวัตถุประสงค์หลักในการสื่อสารของแบรนด์คุณเพื่อนำไปสู่การสร้าง Tone of voice

การสร้าง Tone of voice ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายซักเท่าไหร่ ก็เหมือนกับการสร้างแบรนด์ทางการตลาดนั่นแหละครับ คุณต้องรู้ก่อนว่าแบรนด์ของคุณมีจุดยืนหรืออยากให้คนที่มองเข้ามารู้สึกอย่างไรกับแบรนด์คุณ ดังนั้น
สิ่งที่สำคัญลำดับต่อมาก็คือ การใช้ภาษาในการสื่อสารครับ ไม่ว่าจะเป็น คำศัพท์ รูปประโยค หรือสัญลักษณ์ รูปแบบตัวอักษร แม้กระทั่งการออกแบบกราฟฟิกก็สำคัญด้วยนะครับ ลองคิดเล่นๆ นะครับ เวลาคุณพิมพ์อีเมลหาลูกค้าเพื่อติดต่องานกัน ภาษาที่ใช้ก็ต้องค่อนทางเป็นไปในเชิงทางการ แต่ถ้าพูดคุยติดต่อกับเพื่อนร่วมงาน ภาษาที่ใช้ก็ไม่ใช้ทางการ เน้นการพูดคุยเป็นกันเองมากกว่า ใช่แล้วครับ การใช้ภาษาในการสร้าง Tone of voice ก็เหมือนกันครับ ต้องปรับให้เข้ากับอารมณ์และความรู้สึกของแบรนด์คุณที่คุณคิดไว้ว่าอยากให้ผู้อื่นรับรู้ไปในอารมณ์แบบไหนนะครับ ตัวอย่างที่น่าสนใจ “Innocent” แบรนด์น้ำผลไม้ชื่อดังประเทศอังกฤษ นับว่าเป็นแบรนด์ที่มีความโดดเด่นในด้านการใช้ภาษาและสื่อความเป็น Tone of voice ผ่านทางผลิตภัณฑ์ เว็บไซต์ หรือสื่อโฆษณาต่างๆ ได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยเป้าหมายของแบรนด์ที่ต้องการสื่อไปยังผู้คนก็คือ ความไร้เดียงสา innocent ความแตกต่างที่โดดเด่น ความเป็นมิตร เป็นกันเอง และความมีเสน่ห์น่าสนใจ ลองมาดูตัวอย่างการใช้ Tone of voice ของ Innocent ในช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ “Big thanks from the big Knit” ชื่อแคมเปญสื่อความหมายได้ดีสื่อถึงความยิ่งใหญ่ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและแสดงความขอบคุณ “Big thanks” ไม่เป็นทางการแต่ได้ความรู้สึกจริงใจ

Dude_Logo_StraplineScreen Shot 2559-06-18 at 7.37.29 PM

ข้อความในทวิตเตอร์ ที่มีการเล่นคำ ใส่มุขตลกๆ ให้คนได้มีอารมณ์สนุกดึงดูดความสนใจให้คนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือ แม้กระทั่ง Facebook cover page ที่มีการใช้รูปประโยคง่ายๆ “Say hello to our new veg pots” แต่สามารถสื่อถึงความต้องการที่จะแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ได้อย่างมีเอกลักษณ์
twittterInnocent

FB

โดยกลยุทธ์ที่ทาง Innocent ปรับใช้ในการสร้าง Tone of voice ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และประสบความสำเร็จ คือ
1. การใช้ภาษาที่เป็นมิตร คือ ไม่เป็นทางการมากเกินไป เข้าใจ และเข้าถึงความรู้สึกของผู้รับสาร โดยอย่างที่กล่าวข้างต้น Innocent รู้จุดยืนและความต้องการของตัวเองได้ชัดเจนมากๆ ดังนั้น แบรนด์จึงสื่อสารโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมือนกับใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ภาษาที่เป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเข้าถึงได้ และคุ้นเคย สามารถจดจำและมึความรู้สึกร่วมไปกับภาษาที่ใช้ได้อย่างดี จึงไม่แปลกใจเลยว่า แคมเปญเพื่อการกุศลหลายๆ แคมเปญของ Innocent ประสบความสำเร็จและสร้างเอกลักษณ์และชื่อเสียงให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก
2.ใช้ช่องทางการสนทนาอื่นๆ สำหรับติดต่อ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ เช่น Facebook Twitter
นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง สามารถใช้ข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้อื่น มาช่วยประเมินถึง Tone of voice ที่เราต้องการสื่อไปยังผู้อื่น ว่าสามารถรับรู้และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกไปในทิศทางที่แบรนด์ตั้งใจและวางไว้หรือไม่ ถ้าแนวโน้มไปคนละทิศทาง แสดงว่า ภาษา หรือรูปประโยคที่ใช้ อาจมีข้อผิดพลาดในการสื่อสารที่ต้องปรับปรุงใหม่ หรือปรับแนวคิดใหม่ให้สอดคล้องกับกลุ่มหรือเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี หัวใจหลักของการสร้างเอกลักษณ์ของ Tone of voice ที่สำคัญ คือ หัวใจของแบรนด์คืออะไร การเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับแบรนด์ อารมณ์ของภาษาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ และมีการพัฒนาปรับปรุงภาษาให้ทันสมัย ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เพียงเท่านี้ สำเนียงหรือภาษาแบรนด์ของคุณก็จะเข้าไปอยู่ในใจผู้คนได้อย่างประสบความสำเร็จครับ

Cr. SMEs Plus Magazine, ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงทุกๆแหล่ง

Advertisements

Filed under: Other, , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Personal Branding การสร้างแบรนด์บุคคล

สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว ซึ่งท่านสามารถปรับใช้ได้

มาเริ่มกันเลยครับผม..!!!!Personal-branding

เมื่อคุณนึกถึงแฮมเบอร์เกอร์ คุณจะนึกถึงแบรนด์อะไร ใช่แล้ว ส่วนมากก็ต้องนึกถึงแมคโดนัลด์ แล้วถ้ากาแฟพรีเมี่ยมๆ หน่อยละ ก็อาจจะนึกถึง สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ หรือแม้แต่แบรนด์สินค้าต่างๆ ที่คุณใช้เป็นประจำและสามารถจำลักษณะพิเศษของสินค้านั้นๆ ได้เป็นอย่างดี พูดถึงสิ่งนี้แล้วจะนึกถึงแบรนด์นี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยความสาเร็จจากการสร้าง แบรนด์ทำให้ตราตรึงอยู่ในใจของผู้บริโภค บางแบรนด์ก็นำกลยุทธ์ร้อยแปดพันเก้ามาสร้างจุดขายให้กับแบรนด์ เช่น สร้างเพลงให้ติดหูบ้างล่ะ สร้างคุณค่าทางการบริการมีคนมายืนเต้นๆ เพื่อความเอนเตอร์เทนให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการบ้างล่ะ หรือแม้กระทั่งการทำโฆษณาแนวเฮฮา ซึ้ง หรือสะเทือนอารมณ์ สิ่งต่างๆเหล่านี้คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้ทั้งสิ้น แต่ยังไม่พอนะครับ ยุคนี้สมัยนี้ นอกจากตัวสินค้าที่สามารถสร้างแบรนด์จนขายดีทำกำไรได้มหาศาลแล้ว แต่ก็อย่าลืมว่า คนนี่แหละครับก็สามารถขายตัวเองเพิ่มมูลค่าโดยการสร้าง Personal Brand ได้เช่นกัน เรื่องการสร้างแบรนด์บุคคลก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ มีตัวอย่างชัดๆ ในปัจจุบันที่ใกล้ตัวผู้อ่านอย่างเช่น นักร้อง ดารา ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ลองนึกภาพถึง ตุ๊กกี้ชิงร้อย อั้มพัชราภา และเบิร์ดธงไชย นะครับว่า ถ้าพูดถึงคนนี้ เราจะนึกถึงอะไรที่โดดเด่นของเค้าเป็นอันดับแรก ความตลกสนุกสนาน ความสวยเซ็กซี่ และก็ความสามารถ เป็นต้น นอกจากนี้ ในยุคแห่งโลกเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทอย่างมาก จึงเกิดกระแสคนดังจากการใช้ Social Media ลงคลิปใน Youtube ทำเว็บเพจ Facebook, Instragram แล้วโด่งดังชั่วข้ามคืน ก็ถือเป็นช่องทางในการสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองอย่างหนึ่ง ตัวอย่างที่เป็นข่าวมากมาย เช่น เรื่องราวของวัยรุ่นระหว่าง เนวัดดาว กับแก๊งโอรส ที่ท้าต่อยตีกันผ่าน Socialcam จนกลายเป็นข่าวดังในสังคมออนไลน์ และสุดท้าย เนวัดดาว ก็ได้กลับตัวกลับใจเป็นคนดีเพื่อสังคม ได้รับความสนใจจากสื่อโทรทัศน์ต่างๆ ให้ไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตด้านมืดเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับวัยรุ่นไม่ให้เลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี ทาให้เนวัดดาวมีชื่อเสียงและมีแฟนคลับในเฟชบุ๊ค และ Socialcam เป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นอีกกรณีที่น่าสนใจจาก brand personal ด้านลบกลับกลายมาเป็นด้านบวกได้ครับ

tun-branding

ถ้าพูดถึงการสร้าง Personal Brand ในวงการธุรกิจไทย ก็คงต้องขอยกตัวอย่างคุณ ตัน ภาสกรนที (อิชิตัน )ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เจ้าของเครื่องดื่มชาเขียวแบรนด์ใหม่ที่ประสบความสาเร็จได้อย่างรวดเร็ว ปัจจัยสาคัญที่ทาให้แบรนด์ อิชิตัน สามารถไต่อันดับความนิยมได้อย่างรวดเร็วมากๆ ก็คงต้องชื่นชมตัวบุคคล คือ คุณตัน ที่มีความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และมีสัญชาติญาณที่เฉียบแหลมในการทำธุรกิจ สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ และยังเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างดี ซึ่งกรณีของคุณตัน ถือว่าเป็นตัวอย่างในการสร้าง Personal Brand ที่ประสบความสาเร็จของประเทศไทยได้เลยนะครับ ทั้งจุดเด่น ความเก่ง และการนำเสนอตัวเองที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มคนทั่วไป เรียกได้ว่าแฟนคลับเยอะถึงขั้นซุปเปอร์สตาร์แนวหน้าของไทยก็ว่าได้

shutterstock_98799173

ถ้าตัวอย่างระดับโลกต้องยกให้เจ้าพ่อนวัตกรรมของบริษัทยักษ์ใหญ่ แอปเปิล นั่นก็คือ สตีฟ จ๊อบส์ เป็นบุคคลที่โลกยังจดจำถึงผลงานและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเค้า ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกการแต่งกาย วิธีการพูด วิธีการคิด การนาเสนอไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลก สตีฟ จ๊อบส มีความเชื่อที่สามารถทาให้คนอื่นเชื่อในสิ่งที่เค้าทำ และเห็นคุณค่าได้อย่างประสบความสาเร็จ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า แม้สตีฟ จ๊อบส์ จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ความ

แข็งแกร่งใน Personal Brand ของเค้าก็ยังเป็นที่จดจำต่อชาวโลก

คำถามคือ ต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถสร้าง Personal Brand ให้ประสบความสำเร็จได้บ้าง..??

Personal-c จริงๆ แล้วถ้าเรามองง่ายๆ การสร้างแบรนด์จะมีพื้นฐานหลักเหมือนกับการสร้างแบรนด์สินค้าทั่วไป อาจจะใช้หลัก 4Ps ง่ายๆก็ได้ครับ แต่ในที่นี้ Product คือ ตัวบุคคล และเพิ่ม Personality เข้ามา ซึ่งหมายถึง การดึงตัวตนของคุณออกมา ความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างและโดดเด่น ย้ำนะครับ ว่าต้องไม่เหมือนใครด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า แค่คุณมีความต่างโดดเด่นที่ไม่เหมือนใครแล้วจะประสบความสาเร็จเสมอไปนะครับ ซึ่งการนำเสนอ หรือการขายตัวเองต่างหากล่ะครับที่มันยากกว่า จะทำอย่างไรให้น่าสนใจ และเป็นที่จดจำของคนหมู่มาก เพราะคุณต้องสร้างความคิดและความรู้สึกของคนอื่นที่จะมีต่อตัวคุณ ก่อนอื่นเลยนะครับเราลองมาทาความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของการสร้างแบรนด์บุคคล หรือการสร้างเอกลักษณ์บุคคล (Personal Brand Characteristics) มีกุญแจหลักสาคัญ 3 ประการที่จะช่วยสร้าง แบรนด์ให้แข็งแกร่ง ดังนี้

ประการแรก คือ การวิเคราะห์ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นของตัวคุณเอง โดยต้องมีความเข้าใจก่อนว่า คำว่า โดดเด่น ไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า แตกต่างเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงความเข้าใจความต้องการของคนอื่น ความต้องการที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านั้น โดยต้องตั้งคำถามและตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า คุณเชื่ออะไร และต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำตามความเชื่อนั้น
ประการที่สอง คือ การเชื่อมต่อประเด็นสำคัญ เมื่อคุณเข้าใจในจุดเด่นเอกลักษณ์ของตัวคุณเองแล้ว ดังนั้น คุณจึงสามารถกาหนดเป้าหมายและรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการคือใคร เพื่อคุณจะได้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ โดยพิจารณาจากคำถามที่ว่า อะไรที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ อะไรที่เค้าอยากได้ อะไรที่เค้าให้คุณค่า อะไรที่เค้าคาดหวัง ซึ่งคำตอบทั้งหมดเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจว่าควรทำอะไรให้สัมพันธ์กับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ เพื่อที่จะเข้าถึงความสนใจได้อย่างตรงประเด็นและสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงได้

และประการสุดท้าย นับว่าสำคัญมากครับ คือ การสร้างความจงรักภักดี โดยการทำซ้ำ เน้นนะครับทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องจนกว่าคุณจะได้รับการยอมรับจากผู้อื่นในสิ่งที่คุณเชื่อและลงมือทำจนเป็นนิสัยหรือพฤติกรรม จนทำให้ผู้อื่นรับรู้และเชื่อไปกับสิ่งที่คุณทำด้วย ตัวอย่างเช่น สตีฟ จ๊อบส์ ได้สร้างความเชื่อให้คนศรัทธาในนวัตกรรมใหม่ๆ ของเค้า ซึ่งเค้ามีความมุ่งมั่นหมั่นคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเสมอๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนเห็นภาพจนเกิดความเชื่อและ อินไปกับสิ่งที่เค้าทำ ส่งผลให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่เค้าสร้างเข้าไปอยู่ในความคิดและสามารถสร้างความจงรักภักดีในแบรนด์ได้อย่างประสบความสำเร็จ

personal_b

อย่างไรตาม การสร้างแบรนด์บุคคลให้ประสบความสาเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อาจต้องอาศัยปัจจัยส่งเสริมในหลายๆ ด้าน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากนักเพียงแค่คุณสามารถตอบตัวเองได้ว่า คุณคือใครและคุณเชื่อในสิ่งใด ซึ่งสองสิ่งนี้จะช่วยต่อยอดในสิ่งที่คุณทำและนำไปสู่การตั้งเป้าหมายและขั้นตอนการปฎิบัติ เพื่อที่จะเชื่อมต่อไปยังบุคคลอื่นให้ได้รับรู้และเข้าใจถึงตัวตนที่คุณแสดงออกมา เมื่อความเชื่อของคุณสามารถตอบสนองและเข้าถึงการรับรู้และสามารถสร้างความคิดไปยังผู้อื่นได้แล้ว ความโดดเด่นหรือเอกลักษณ์ของคุณจะเป็นที่รู้จัก ถูกจดจำ และสามารถสร้างมูลค่าให้กับตัวคุณ ส่งผลให้การสร้างเอกลักษณ์บุคคลได้อย่างประสบความสำเร็จอีกด้วย

Credit : SMEs Plus

Filed under: Other, , , , , , , , , , , ,

แคมเปญ…ไอเดียแจ่ม version โค้ก

วันนี้ขอแนะนำแบรนด์ Coca-Cola ที่ทุกๆคนคุ้นเคย แต่จะเล่าถึงไอเดียของ โคคาโคล่า เจ๋งๆที่คุณอาจไม่เคยรู้เพราะว่า เรารับรู้แค่ในประเทศไทยประเทศเดียว แต่ผมจะไปนำไอเดียของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แบบโค้กในต่างประเทศว่าเค้าทำอะไรบ้างมาเล่าให้ท่านๆฟังกันนะครับ

original Coco-ColaHandout Coca-Cola Photograph

เริ่มกันเลยดีกว่าครับ….!!!

ไอเดียที่ 1. ในปี 2011 ที่ผ่านมาแคมเปญหรือไอเดียนี้เริ่มในประเทศออสเตรเลีย ชื่อแคมเปญที่ว่า “Share a Coke” เริ่มช่วงประมาณตุลาคม โดยเริ่มมาจากว่าวัยรุ่น 50% ไม่ชอบรสชาติโค้ก ทางโค้กก็พยายามหา Gimmcik idea ให้วัยรุ่นหันกลับมาดื่มโค้กด้วยวิธีที่ชาญฉลาดก็คือ ใช้วิธีพิมพ์ชื่อคนที่มีการตั้งชื่อสูงสุดในออสเตรเลีย 150 ชื่อลงบนกระป๋องโค้ก เช่น Matt, Nan, Joel, Anna เป็นต้น และกระจายไปตามตู้แช่ในหัวเมืองต่างๆ โดยออกแบบให้ชื่อนั้นอยู่ตำแหน่งเดียวกันกับโค้กเลยก็ว่าได้ ถือเป็นความตั้งใจ แต่จะมี Wording เขียนกำกับไว้ข้างหน้าชื่อว่า Share a Coke with…. หลังจากออกตลาดไปพบว่าคนมีการแชร์ในโลก Social Network และมีคนพูดถึงเป็นจำนวนมาก ก่อนที่โค้กจะเปิดตัวว่านี่คือแคมเปญ Share a Coke ให้รับรู้ทั่วกันอย่างเป็นทางการ ทางคุณ Lucie Austin Marketing Manager กล่าวว่ามันเป็นการย้ำเตือนให้ลูกค้านั้นนึกถึงคนที่เคยเกี่ยวข้องในชีวิต หรือไม่ก็ลืมติดต่อกับเค้า หรือไม่ได้ติดต่อกันเสียนาน อยากที่จะนำขวดโค้กกระป๋องโค้กไปแชร์กันอย่างสนุกสนาน มันสร้างความฮือฮามากๆขนาดลูกค้าสามารถเข้า Facebook ไปเลือกเพลงประจำตัวประจำชื่อได้และแชร์ผ่านออนไลน์

coke_connect_land11skr5i.jpgcoca-cola-share-a-coke-1-2000-84478

บางคนคิดว่า อ่าว…!!! ชื่อฉันไม่โหลจะทำยังไงดีล่ะ ก็แค่ไปลงทะเบียนนัดผ่าน Facebook Fanpage ของ Coke ซึ่งจะมีกิจกรรมต่างๆที่นำชื่อของท่านไปใส่ไปตามจุดต่างๆ เพื่อเอาใจแฟนโค้กได้ทั่วถึง

ส่วนคนที่ชื่อไม่โหล ก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะโค้กคิดเผื่อไว้ให้แล้ว

ใครที่อยากจะมีชื่อตัวเอง ชื่อเพื่อน คนในครอบครัว คนรู้จัก หรือคนที่อยากรู้จัก พิมพ์ลงบนกระป๋องโค้กขนาด 200 มิลลิลิตร ก็ไปลงทะเบียนนัด ผ่านแฟนเพจของแชร์อะโค้กในเฟซบุ๊กซึ่งจะมีกิจกรรมไปชื่อบนกระป๋องให้ตามต้องการตามจุดต่างๆ ที่ประกาศไว้ เป็นการเอาใจผู้บริโภคแฟนโค้กเป็นส่วนตัวอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน

Things_we_like_coca_cola_can1

ผลที่ได้คือ 7% ในการเพิ่มขึ้นของยอดกลุ่มวัยรุ่น, ยอดขายเพิ่มขึ้น 3%, 870% ในการเพิ่ม Traffic ในเฟสบุ๊ค, กว่า 12 ล้านมีเดียที่ได้ฟรี และ 76,000 แชร์กันในเฟสบุ๊ค เพียงไม่ถึงเดือนแฟนเพจของโค้กก็มีกดไลค์ 6 แสนกว่าราย มีคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกือบ 2 หมื่นราย

ไอเดียที่ 2. โค้กสร้างแคมเปญ แบ่งปันกระป๋องโค้ก แบ่งปันความสุข (Sharing Can) เป็นอีกแคมเปญ แชร์ความสุขด้วยการแบ่งปันกระป๋องโค้ก อย่างที่เรารู้โค้กแคมเปญนี้เป็นไอเดียของ Ogilvy & Mather ประเทศสิงคโปร์และฝรั่งเศสที่ทำงานร่วมกัน สร้างแคมเปญแบ่งครึ่งกระป๋องโค้กโดยได้ออกแบบแนวคิดใหม่ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังทางความคิดสร้างสรรค์ด้วยการนำโค้กกระป๋องขนาด 330 มิลลิลิตร มาแบ่งให้เพื่อนได้ด้วยการบิดกระป๋อง เมื่อบิดกระป๋องแล้วจะได้ออกมาเป็น Coke can 2 กระป๋องเล็กเพราะตอบปัญหาเรื่องคนทานน้ำอัดลมปริมาณน้อย กับสร้างการแบ่งปันและความสัมพันธ์มิตรภาพคนรอบข้างด้วยกระป๋องเล็กๆใบนี้ได้ด้วย

coke-sharing-cancoca-cola-sharing-can-600-92051 maxresdefault

ไอเดียที่ 3. โค้กได้คิดจากแคมเปญ การแชร์กันการช่วยเหลือกันอีก ออกแคมเปญวันเพื่อนแห่งชาติมา ซึ่งเป็นวันที่ 20 July โดยลงทุนทำเครื่อง Vending Machine หรือตู้กดน้ำ แต่ทำในขนาดใหญ่มาก ให้ชื่อว่า Friendship Machine ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถจะหยอดเหรียญหรือกดน้ำได้ ต้องมีเพื่อนมาพยุงต่อกันเพื่อที่จะต่อตัวขึ้นไปกดน้ำโค้กทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์แบบใหม่เกิดขึ้นตามแคมแปร์การแชร์ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันตรงตามเป้าหมายที่คิด ผลลัพธ์ที่ได้นั้น ยอดขายโตขึ้นจาก Vending Machine ปกติถึง 1075%, ขาย 800 กระป๋องใน 9 ชั่วโมงต่อหนึ่งตู้

18996 Coca-Cola vending machine Ziggo dome oktober 2012 LR coca-cola-the-friendship-machine-2000-35490

ไอเดียที่ 4. โค้กต้อนรับ Summer ของทางประเทศโคลัมเบียฝั่งอเมริกาใต้ ด้วยการเสิร์ฟโค้กในขวดน้ำแข็ง ซึ่งเป็นขวดน้ำแข็งแท้ๆ ละลายได้จริง โดยไม่ต้องนำขวดมา Recycle ใหม่ ความคิดสร้างสรรค์นี้เป็นฝีมือของ Agency ชื่อดังอย่าง Ogilvy & Mather ที่นำมาเปิดตัวที่ชายหาย Cartagena ประเทศ Columbia โดยออกแคมเปญCoca Cola Ice Bottle  บริเวณขวดน้ำแข็งถูกพันด้วยพลาสติกลายโลโก้โค้ก ที่ทำเลียนแบบขวดโค้กของจริง และช่วยให้เป็นภาชนะป้องกันความเย็นจากขวดน้ำแข็ง เป็น Idea ที่เจ๋งมากๆ Eco-Friendly ต่อโลกต่อธรรมชาติอีกด้วย เรียกได้ว่าพลังความคิดสร้างสรรค์เหลือรับประทานจริงๆ

Coca-Cola-Ice-bottlescoca-cola-ice-bottle-hed-2013

ไอเดียที่ 5. กอดฉันหน่อย ไอเดียการทำตู้กดน้ำที่มีแนวความคิดจากแคมเปญ Open Happiness ซึ่งเป็นแก่นนั้น ทำให้ตู้กดน้ำที่เกิดจากการกอด หรืออ้อมกอดของเราที่แสนอบอุ่นถ่ายทอดไปยังตู้กดน้ำ โดยลักษณะตู้กดน้ำนั้นจะมีข้อความเขียนว่า Hug Me อยู่ พอเจ้าตัว Hug Machine นี้ออกไป ผลลัพธ์ทำให้คิวของตู้นี้ยาวเหยียดมาก, มีเดียที่ได้ในเวลา 2 อาทิตย์ เป็นจำนวน 116 ล้าน รวมถึง 1.5 ล้านเป็นวีดีโอ ถือว่าลงทุนเพื่อฟรีมีเดียได้ดีเลยทีเดียว

20120329_162738

ไอเดียสุดท้าย เป็นงานสิ่งพิมพ์โฆษณา Coca-Cola Grib ที่เชิญชวนให้รู้จักถึงสินค้าใหม่อย่าง Coca-Cola Grip ว่ามีข้อดีอย่างไร จับถนัดมือ ไม่หลุดหล่นง่าย เค้าจึงออกแบบให้เกิดประสบการณ์ใหม่ ซึ่งใช้ตีนตุ๊กแก หรือ Velcro tape นั้นเป็นแผ่นโฆษณาแกนที่จะพิมพ์กระดาษ ฉะนั้นเมื่อไปติดตั้งบริเวณป้ายรถเมล์ เนื่องจากพฤติกรรมคนชอบยืนพิง ทำให้เมื่อไปยืนพิงป้าย Coca-Cola Grip ทำให้ตัวตีนตุ๊กแกนั้นดูดเสื้อผ้า ทำให้สะดุดตาหรือเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น พอมาอ่านป้ายก็เสมือนเฉลยว่า มันคือ Coca-Cola Grip ไม่หลุดง่าย เป็นต้น

coca-grip-velcro

ทั้งหมดสำหรับครั้งนี้พยายามให้ท่านๆเห็นว่า แบรนด์ๆหนึ่งนั้น สามารถสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นที่เป็นชิ้นเอกที่สามารถสร้างความโดดเด่นความฮือฮาได้มากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่จินตนาการว่าแบรนด์ของท่านสามารถสร้างได้แบบนี้หรือไม่ ยังไงมันถือเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านให้ความสำคัญในการสรรสร้างผลงานไม่มากก็น้อย บางทีท่านอาจจะสร้างแค่ครั้งเดียวแล้ว WoW จนกลายเป็น Talk of the town ในที่สุด

เครดิต : SMEs Plus Magazine

Filed under: Idea Packaging, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , ,

สร้างชื่อด้านบรรจุภัณฑ์โลกอีกแล้ว!!!! สมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบระดับโลก

คุณแชมป์ สมชนะ กังวารจิตต์ คนไทยระดับโลก สัมภาษณ์รายการ World Class Smart Thai ของกรุงเทพธุรกิจ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับโลกแบบกันเอ๊ง…กันเอง น่ายกย่องในความตั้งใจของเขาจริงๆ ลองมาดูการทำงาน ทีมงาน ความตั้งใจในการทำงานของเขาที่ทำให้คุณสมชนะสามารถทำให้เขาไปสู่ Packaging Designer of the World อย่างแท้จริง

Filed under: Other, Packaging Tips, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Join to Fan Page