Packaging City

Packaging Design Knowledge Center

กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์เทศกาลแบบชัดๆ ชมๆ

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทน์ คริสมาสต์ ตรุษจีน หรือเทศกาลอื่นๆ ก็มักจะมีการมอบของมีค่า มีความหมาย ให้ผู้อื่นในโอกาสที่เป็น วันสำคัญต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองนักการตลาดจึงเร่งหาวิธีการขายสินค้าผ่านช่วงเวลาเทศกาลให้สามารถกอบโกยผลกำไรให้ได้มากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ การทำตลาดผ่านช่วงเวลาและฤดูกาลนั้นจะเรียกกันว่า “Seasonal Marketing” หรือ “Celebrate Marketing” เป็นกลยุทธ์การทำตลาด ตามฤดูกาล ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สร้างสีสันทางการตลาดได้เป็นอย่างดีในช่วงระยะเวลาอันจำกัด และเป็นการทำตลาดช่วงที่เหนื่อยน้อยที่สุด แต่ยอดขายเติบโต สูงที่สุด จริงๆแล้วกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่คลาสสิกมากๆ แบรนด์ดังๆหลายๆแบรนด์จะใช้ช่วงเวลานี้ในการทำโปรโมชั่น เพิ่มยอดขาย หรือแม้แต่ การออกสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากผู้บริโภคอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับจ่ายใช้เงินอยู่แล้ว โดยมีเทศกาลต่างๆ มากำหนดความต้องการไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ ,ตรุษจีน ,กินเจ ,วาเลนไทน์ ,คริสต์มาส ,ฮาโลวีน และสงกรานต์ เป็นต้น หนึ่งในหนทางที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้ง่ายที่สุด และลงทุนน้อยที่สุด นั่นก็คือ บรรจุภัณฑ์ หรือ แพคเกจจิ้ง นั่นเอง ตามปกติแล้วบรรจุภัณฑ์เองนั้น มีหน้าที่ของมันก็คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า และแบรนด์ แต่มีอีกหน้าที่หนึ่งของบรรจุภัณฑ์ที่จะลืมไป เสียไม่ได้ก็คือ Occasion Packaging แปลว่า บรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ โดยจะแบ่งเป็นข้อๆแยกแยะให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ 1. ใช้วิธีการปรับหรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามวาระนั้นๆ เช่น เทศกาลกินเจ นมถั่วเหลืองไวตามิลค์ ออกไวตามิลค์สูตรเจ เพื่อรับมือกับความต้องการในช่วงเทศกาลการกินเจ โดยทำให้ไวตามิลค์ออกบรรจุภัณฑ์ พิเศษสำหรับสูตรเจ ทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ไม่เพียงแต่ไวตามิ้ลค์ที่จับกระแสช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น ยังมีกลุ่มพวกเครื่องปรุงรส ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กสมบูรณ์ หยั่นหว่อ หยุ่น เข้ามาเล่นในช่วงเทศกาลกินเจอีกด้วย รวมทั้งแบรนด์ขนมอย่างเถ้าแก่น้อย และ มันฝรั่งกรอบตราโปเต้ ก็เข้ามาเหมือนกัน ถือเป็นเทศกาลที่สนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

เทศกาลวาเลนไทน์ โออิชิเปิดตัวชาเขียวกลิ่นสตรอเบอรี และนับเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปีที่โออิชิทำตลาดในช่วงวาเลนไทน์ โดยปีแรกเปิดตัว ชากุหลาบ ปีที่สองเปิดตัว ชารสซากุระ ซึ่งออกมากระตุ้น Variety ของสินค้าได้ดี ยังมีแบรนด์ที่เป็นไอดอลของวาเลนไทน์อย่างลูกอมรูปหัวใจอย่างฮาร์ทบีท ก็เปิด ตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ “ห่อลูกอมมหัศจรรย์” ที่เขียนบอกความในใจลงบนบรรจุภัณฑ์ได้ด้วยมือของตัวเอง โดยทางฮาร์ทบีทนั้นต้องการสร้าง Gimmick หรือ ลูกเล่นใหม่ๆ ต้อนรับยอดขายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์ ซึ่งผลตอบรับถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ

2. ใช้วิธีการจัด หรือรวมหน่วยสินค้า ตรงนี้เองถือเป็นข้อดีที่บรรจุภัณฑ์สามารถสร้างให้เกิดโอกาสในการขายตามวาระต่างๆได้อีกมาก ตัวอย่าง ชัดๆและเห็นเป็นรูปธรรมก็คือ บรรจุภัณฑ์แบรนด์รังนกเนื้อทองที่ขายเป็น Giftset ในเทศกาลวันแม่ สามารถสร้างยอดขายกว่า 3.5 ล้านบาท และขายหมดภายในสัปดาห์เดียว หรือแม้แต่แบรนด์ซุปไก่ที่จัดเป็น Set ขายในกระเช้าตะกร้าสานหลากหลายขนาด ก็ยังนิยมไม่เสื่อมคลาย ตรง นี้เองจะเห็นว่าเพียงแค่การรวมหน่วยของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าชนิดเดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่หนึ่งขวด มาแพ็ครวมกันเป็น 6 ขวด หรือจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าหมวดหมู่เดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่สิบขวด มาแพ็ครวมกับผ้าอ้อมเด็ก และถุงมือเด็ก ็เพื่อบำรุงคุณแม่ที่เพิ่งคลอด ลูกมาหมาดๆ แบรนด์บิสกิตขนาดใหญ่อย่างโอรีโอก็ไม่น้อยหน้า จับสินค้าของตนเองมารวมหน่วยแล้วขายตามเทศกาล เช่น แพ็ครวมโอรีโอรส สตรอเบอรี่ขายในเทศกาลวาเลนไทน์ หรือ แพ็ครวมโกลเด้นโอรีโอขายในเทศกาลตรุษจีน เป็นต้น นี่คือหนึ่ง มุมเพียงแค่การรวมหน่วยสินค้า ก็สามารถสร้างโอกาสในการขายสินค้าได้อีกมากมาย

3. ใช้วิธีการสร้างบรรจุภัณฑ์ให้เป็น Limited Edition คือ พยายามสร้างให้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นของที่หายาก ผลิตมาจำนวนจำกัด ทำให้บรรจุภัณฑ์ นั้นมีคุณค่า น่าสะสม ยกตัวอย่างเช่น โค้กเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันฟุตบอลโลกออกกระป๋องรุ่นบอลโลกลวดลายต่างๆแบบ Limited Edition เพราะเนื่องจาก Campaign ของบอลโลกนั้นมีระยะเวลาที่จำกัดจึงทำให้กระตุ้นยอดขายกลุ่มนักสะสมอีกด้วย เพราะคนที่เค้าสะสมกระป๋องโค้กนั้น เค้าให้คุณค่ากับเรื่องนี้มากๆ ถึงกับกระป๋องโค้บางรุ่นนั้นมีราคาเหยียบแสนบาทกันเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ามุมมองของบรรจุภัณฑ์นั้นมีมิติของการสร้างยอดขายอยู่อีกมาก ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างที่นำเสนอในบทความนี้นั้นเป็นมุมมอง ของบรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้ ซึ่งอยากให้ทาง SME ทั้งหลายหันมาตระหนักและใส่ใจกับกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อจะได้ต่อยอดกลยุทธ์อื่นๆได้อีกมากมาย และจะทำให้ SME อย่างเราๆนั้นกลายเป็น SME ที่มีศักยภาพในที่สุด

Filed under: Packaging Strategy , , , , , , , , , , , , , , ,

คนมีสี แบรนด์ก็มีสีเหมือนกัน….!!!!

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งคือการเลือกสี ในทุกๆสีนั้นล้วนมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน การเลือกสีหรือการจับคู่สีเพื่อแบรนด์ของคุณนั้น คุณจำเป็นต้องนำมันมาเลือกใช้และใส่ลงไปในแบรนด์ของคุณ เพราะสีจะทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อตราสินค้า ดังนั้นจึงเป็น สิ่งสำคัญมากในการเลือกสีที่จะแสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการวิจัยต่างประเทศเปิดเผยว่าคนทั่วไปจะตัดสินใจจากจิตใต้สำนึก (Subconscious judgment) เกี่ยวกับ คน, สภาพแวดล้อม หรือสินค้า ภายในเวลา 90 วินาทีของการเริ่มต้นการดู และระหว่าง 62% ถึง 90% ของการตัดสินใจนัั้นจะอยู่บนพื้นฐานของสีเพียงอย่างเดียว

ทำไมต้องเป็นเรื่องสี….???

ผมจะถามง่ายๆ ให้ตอบในใจนะครับว่า แบรนด์ที่ผมพูดนั้นคือแบรนด์อะไร

ค่ายมือถือสีฟ้า…..??? ร้านกาแฟสีเขียว…..??? แบรนด์น้ำดำสีแดง….??? สายการบินสีม่วง….???

คงจะตอบถูกกันถ้วนหน้าแน่ๆ ฉะนั้นหากคุณเป็นเจ้าของสีหนึ่งในอุตสาหกรรมอะไรก็แล้วแต่ สีของคุณนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ของคุณ มันสามารถแสดงภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีสีแบรนด์แล้ว ถ้าคุณขายสินค้าชนิดหนึ่ง สีบนบรรจุภัณฑ์ของคุณก็จะโดดเด่นจากคู่แข่งขันใน Shelf สีเองนั้นจะเป็นที่รู้จักและจดจำในสื่อส่งเสริมการขายทั้งหมด รวมทั้งร้าน โลโก้ นามบัตร หัวจดหมาย และอื่นๆ อีกมากมาย

แล้วจะเริ่มกันอย่างไรดีล่ะเนี่ย….???

มีเครื่องมือหนึ่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งสามารถช่วยเลือกสีได้เรียกว่า Cymbolism มันมาจากคำว่า Color+Symbolism คือแบบสำรวจของสมาคมสีด้วย Keyword เช่น Hot ก็คือสีแดง, Warm ก็คือสีส้ม, Cold ก็คือสีน้ำเงิน เป็นต้น ซึ่งคุณจะต้องเลือกสีที่รู้สึกดีที่สุดเป็นตัวแทนของแบรนด์คุณ เพื่อช่วยให้คุณเลือกสีได้เหมาะสมสำหรับตราสินค้าของคุณ ผมได้รวบรวมผลจากการ Cymbolism แบบพื้นฐานทั่วไปเบื้องต้น ซึ่งสามารถไปปรับใช้ได้ และนอกจาก นี้ยังมีตัวอย่างของโลโก้ที่ใช้สีแต่ละสีมาเป็น Guideline

(ดูภาพประกอบ) คำที่อยู่บนตารางเหล่านี้เป็นตัวแทนความรู้สึกความหมายที่เกี่ยวข้องกับสีต่างๆ ซึ่งคำนั้นๆ จะเป็นความรู้สึกเบื้องต้นของคนทั่วไป ที่มีต่อสีต่างๆ มันเป็นสิ่งที่ดีที่บอกถึงความรู้สึกของแบรนด์เราได้ชัดเจนด้วย Keyword และความรู้สึกว่าสีหนึ่งๆนั้น มีความหมายว่าอย่างไร

ผมยังได้ยกตัวอย่างสีแบรนด์ที่มีหลายๆสี ซึ่งอยู่หัวข้อ MULTI นั้น บางแบรนด์เลือกไม่ใช้สีเดียว แต่กลับเลือกใช้ 4สี หรือมากกว่านั้น นี้คือการแสดงถึง ความหลากหลาย ทำให้ความรู้สึกของแบรนด์นั้นแตกต่างจากตลาดที่แข่งอยู่

แล้ววิธีการเลือกสีของคุณจะทำอย่างไรกันล่ะเนี่ย!!!!

มองผ่านตารางข้างต้นโดยภาพรวม สีแต่ละสีหมายถึงอะไรคุณน่าจะรู้ เพราะเป็น Common Sense

แต่มี 3 คำถามที่คุณจะต้องถามตัวเองก่อนที่จะทำแบรนด์ว่า….

สีอะไรจึงจะหมายถึงบุคลิกของตราสินค้าคุณ(Brand Personality)….???

สีอะไรที่เหมาะสมกับลักษณะของสินค้า / บริการคุณ(Brand Characteristic)….???

สิ่งที่สีคู่แข่งใช้งานเป็นอย่างไร(Brand Competitor Comparisons)….???

สิ่งเหล่านี้ต้องให้ผู้ประกอบการกลับไปทำการบ้านมาว่า จริงๆแล้วบุคลิกภาพของสีแบรนด์ที่เราต้องการนั้น คืออะไร ให้พยายามลองศึกษาและ ตอบคำถามทั้ง 3 ข้อให้ได้เบื้องต้นก่อน หากพิจารณาแล้วอย่าลืมคำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมหรือบริบทของสีในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่นในโลกตะวันตก, สีขาวถือว่าเป็นสีของ ความบริสุทธิ์และความสงบสุข แต่ในบางแห่งของเอเชียนั้นสีขาวเป็นสีของความตาย ฉะนั้นการตรวจสอบว่าสีที่คุณเลือกจะให้ความถูกต้องกับและความ เหมาะสมในตลาดนั้นๆหรือไม่

จุดที่สำคัญที่สุดที่จะต้องพิจารณาซึ่งขาดเสียไม่ได้คือ สีคู่แข่งหลักของคุณ สีของคู่แข่งหลักๆของคุณ หากคุณเป็นคนแรกในตลาดใหม่หรือเรียกว่า Blue Ocean ในวงการธุรกิจ คุณจะต้องเลือกอย่างพิถีพิถัน และเลือกสีที่แสดงถึงผลิตภัณฑ์และบุคลิกภาพของคุณ แต่หากว่าคุณมาเป็นที่สองในตลาด สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการ แทนการเลือกสีเดียวกันหรือคล้ายกันจากคู่แข่ง ให้เลือกตรงข้าม เช่น เลือกสีฟ้าถ้าหากคู่แข่งของคุณมีสีแดง, เลือกสีม่วงถ้าพวกเขาใช้สีเหลือง เป็นต้น จุดแข็งของแบรนด์นั้นอยู่ที่ความสามารถที่จะโดดเด่น หรือแตกต่าง การเลือกสีเดียวกันกับที่ของคู่แข่งหลัก จะทำให้คุณเป็นผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ (Me-too product) แต่คุณต้องการที่จะแยกตัวเองจากคู่แข่งขัน คุณต้องต้องแสดงความ แตกต่างให้ได้

Case Study ที่เห็นชัดเจน และใกล้ตัวมากๆ ก็คือ ตลาดของธนาคาร ที่นับวันจะมีสีสันออกมามากมายเหลือเกิน เริ่มต้นจากเจ้าแรกๆ ในเรื่องพลังของสี อย่าง “พลังม่วง” ของไทยพาณิชย์, สีเขียวอย่าง กสิกร ซึ่งหลังจากนั้นก็มีองค์กรที่ทำตามกันมาเช่น สีส้มอย่าง ธนชาติ, สีชมพู อย่างออมสิน, สีเหลือง อย่างกรุงศรี และล่าสุดเพิ่งเปลี่ยนมาไม่นานอย่างธนาคารกรุงไทย ที่ใช้สีฟ้า เป็นต้น นี่แหละ!!! แสดงให้เห็นองค์กรใหญ่ๆ และมั่นคงอย่างธนาคารต่างๆ ที่ระดมให้ความสำคัญในเรื่องของสีสัน เพราะเป็นสิ่งที่สามารถสื่อสารได้ ชัดเจน เข้าใจง่ายที่สุด (Single Minded) ฉะนั้น คุณรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า แบรนด์คุณจะต้องใช้สีอะไร….???

Filed under: Other , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

บรรจุภัณฑ์ถุง Kokoa Hut คนไทยได้รางวัลระดับโลก The Dieline Awards 2011

โก..โก..โกอินเตอร์อีกแล้ว!!! บรรจุภัณฑ์ไทย (Packaging)
หลังจากที่ Packaging City เคย Review บรรจุภัณฑ์ไทยที่ไปชนะรางวัล PENTAWARDS คราวนี้มาอีกแล้วครับท่าน!!!!! เป็นการประกวดบรรจุภัณฑ์เมพขิงๆของสมาคม The Dieline ชื่อการประกวดว่า The Dieline Awards 2011
สมาคม The Dieline นั้นเป็นสมาคมที่รวบรวมแรงบันดาลใจทางด้านบรรจุภัณฑ์จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งการแข่งขันรางวัลประกวดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) แข่งขันทั่วโลก บริษัทชั้นนำของโลกส่งผลงานรวมกว่า 900 ผลงาน จาก 31 ประเทศ ชั้นนำทั่วโลก เพื่อชิงความเป็นบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยม 39 รางวัลใน 13 ประเภทจากหมวดหมู่ต่างๆ จะถูกตัดสินโดย 12 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเช่น Debbie Millman ผู้สร้างแบรนด์ Coca-Cola, Hershey, Hallmark เป็นต้น ซึ่งถือว่ารายการนี้ค่อนข้างมหาหินมากๆ

แต่กลับกลายเป็นว่าคนไทยไปชนะมาอีกแล้ว ต้องชื่นชมจริงๆสำหรับการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ กว่าจะฝ่าด่านของท่านกรรมการมาจวบจนได้รับรางวัลที่ 1 นั้นต้องยกนิ้วให้บริษัท Prompt Design มา ณ ที่นี้ด้วยทางทีม Packaging City นั้นได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์หัวหอกอย่าง คุณสมชนะ กังวารจิตต์ แห่ง Prompt Design ว่ามีแนวความคิดว่าอย่างไรบ้าง

ผลงานที่ได้รับรางวัลนั้นเป็นผลงานที่ทำให้แบรนด์ช็อกโกแลต(Chocolate)คนไทยอย่าง Kokoa hut โดยผลงานนั้นเป็นถุง Shopping Bag ที่สร้างให้เป็น Interactive Packaging อย่างแท้จริง โดยศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค ผนวกกับวาระโอกาสต่างๆ จึงออกมาเป็น ถุง Shopping Bag ที่สามารถบ่งบอกความรู้สึก ให้กับผู้รับได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่พลิกแผ่นกระดาษที่ทำรอยฉลุไว้ขึ้น เป็นข้อความหรือรูปภาพต่างๆ ตามที่เราต้องการ ขั้นตอนการพัฒนาไอเดียไปสู่งานจริงนั้น เป็นขั้นตอนที่ยากตั้งแต่ลูกค้า เราต้องพยายาม Approach ลูกค้า ให้มั่นใจและยอมรับงานออกแบบที่เราได้นำเสนอไป เนื่องจากค่า Production ของ ถุง Shopping Bag นั้นราคา ต่อหน่วยค่อนข้างสูงมาก อีกทั้งงานสไตล์นี้ในปี 2008 ถือเป็นงานที่ใหม่มาก ดังนั้นต้องให้เวลาพัฒนาแบบทั้งการ เลือกใช้พื้นผิวของกระดาษ และวัสดุต่างๆ อยู่พอสมควร ทำให้ Cost ของถุงใบนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ตกถุง ราคา 50 บาทต่อหนึ่งใบ ซึ่งสรุปสุดท้ายนั้นถุงใบนี้จะต้องแจกฟรีสำหรับลูกค้าที่ซื้อของครบ 1,000 บาท คำถามคือ แล้วจะคุ้มรึป่าว?? คือตอบคือคุ้มมากๆ เพราะ Feedback ที่ได้รับกลับมาถือว่ายอดขายทะลุเลยก็ว่าได้ มีลูกค้าหลายๆราย ประทับใจ และชมเป็นจำนวนมาก จนขนาดว่าอยากได้ถุงจนต้องซื้อช็อกโกแลตกันเลยทีเดียว

ซึ่งทั้งหมดนี้ทางคณะกรรมการของ The Dieline Awards 2011 ชมว่าสามารถประยุกต์เอาไลฟ์สไตล์ของแบรนด์มา สร้างเป็น Packaging ที่จดจำได้ น่าซื้อ แปลกใหม่ ทำให้ทีมคณะกรรมการบอกได้คำเดียวว่า มันทำให้เค้ารู้จักแบรนด์ Kokoa Hut ของไทย ทั้งๆที่แบรนด์ช็อกโกแลตมันต้องมาจากต่างประเทศ ตัวอย่างนี้เป็นการสร้างแบรนด์ด้วยบรรจุภัณฑ์ อย่างแท้จริง

เครดิต : ออกแบบโดย Prompt Design Team
สมชนะ กังวารจิตต์

http://www.thedieline.com/blog/2011/6/24/the-dieline-awards-2011-first-place-kokoa-hut-shopping-bag.html

http://www.prompt-design.com

Filed under: Idea Packaging , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

อูแว้…อูแว้…บทความการตั้งชื่อสินค้า

Packaging City วันนี้มาดูเรื่องการตั้งชื่อสินค้าหรือชื่อแบรนด์กันนะครับ เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ อย่ารอช้ารีบอ่านกันเลยครับพี่น้อง!!!!

เมื่อเด็กลืมตามาดูโลกเพียงไม่นาน คุณพ่อคุณแม่ก็จะเตรียมตัวที่จะตั้งชื่อลูกกันขนานใหญ่อาจจะเปิดหนังสือดูบ้าง หาจากอินเตอร์เน็ทบ้าง หรือบ้างก็ไปให้พระให้เจ้าตั้งชื่อให้เลย คือว่าทำยังไงก็ได้ให้ลูกฉันมีชื่อที่เก๋ไก๋สไลเดอร์ที่สุดก็เป็นพอ เฉกเช่นในมุมของผลิตภัณฑ์สินค้า หรือ brand นั้น ก็จำเป็นต้องมีชื่อเสียงเรียงนาม เพื่อที่จะทำให้ผู้คนรับรู้และจดจำได้เช่นกัน

อ่าว!! แล้วจะทำอย่างไรล่ะ…???

หนึ่งในพื้นฐานองค์ประกอบของการสร้างการรับรู้และจดจำนั้น ก็คือการตั้งชื่อ brand นั่นเอง ความเป็นจริงแล้วงานวิจัยในต่างประเทศกฎการตั้งชื่อ brand ให้ประสบความสำเร็จไว้ว่า “ไม่ควรเกิน 6 ตัวอักษร ออกเสียงแล้วไม่เกิน 3 พยางค์ ทางที่ดีที่สุดควรออกเสียงแค่พยางค์เดียว” แต่ก็ไม่เสมอไปอีกนั่นแหละ เพราะยังมีแบรนด์ที่มีหลายพยางค์ อย่างโชกุบุสซึ โมโนกาตาริ ที่ออกเสียงยาวเฟื้อย เป็นต้น แต่เทคนิคในการตั้งชื่อ brand นั้นมีหลากหลายวิธี ซึ่งจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพคร่าวๆ เป็น Case Study แจ่มๆให้ได้ดูกันเลย

1. การตั้งชื่อในธุรกิจที่มีคู่แข่งขันมากมายนั้น การโดดเด่นด้วยการตั้งชื่อถือเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจก้าวกระโดดออกมาดั่ง ร้านขนมปังที่มีชื่อว่า “ ปังเว้ย…เฮ้ย!!! ” เริ่มต้นด้วยการคิดชื่ออะไรก็ได้ที่สื่อถึงความหมายของร้านขนมปัง แต่ร้านขนมปังส่วนใหญ่จะชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ดูเก๋ๆ เท่ห์ๆ แต่เจ้าของร้านนี้ต้องการใช้ชื่อแบบไทยๆ สื่อถึงคนรุ่นใหม่ สื่อความกวนๆ ซึ่งทำให้ใครฟังเพียงชื่อนี้เพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถจดจำได้ เพราะด้วยความกวนประสาทของชื่อ “เว้ย…เฮ้ย” นั่นเองทำให้คนคิดที่อยากจะทดลองซื้อสินค้า เพื่อจะได้รู้ว่าขนมปังกวนๆนี้มีรสชาติอย่างไร ปรากฎว่าคนต่อคิวกันซื้อเลยทีเดียว ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย

 

2. ในอีกมุมของพลังแห่งการตั้งชื่อนั้น ถ้าตั้งชื่อได้ดีมันสามารถจะสร้างการจดจำจนกลายเป็นชื่อสามัญ (Generic Name) ของสินค้าหมวดหมู่นั้นๆเลย ตัวอย่างเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่เรียกแทนว่า มาม่า, ผงซักฟอง ที่เรียกแทนว่า แฟ๊บ, กระดาษโน้ตที่มีกาวติดอยู่ด้านหลัง ที่เรียกแทนว่า POST-IT, การก๊อปปี้กระดาษ เรียกแทนว่า ซีร็อกซ์ (Xerox) ซึ่งเป็นชื่อของบริษัทซีร็อกซ์  ปัจจุบันเป็นคำเรียกเครื่องถ่ายเอกสารของยี่ห้ออื่นๆ อีกด้วย นี่คือตัวอย่างของการตั้งชื่อจนเป็นชื่อสามัญของสินค้าไปเลย ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ

3. อีกแบรนด์ระดับโลกที่เป็น Case Study ที่น่าสนใจคือแบรนด์ เฟรนช์คอนเนกชัน (French Connection, FC) หรือที่เรารู้จักกันดีว่าแบรนด์ FCUK บริษัทเสื้อผ้าชั้นนำจากอังกฤษ ที่กล้าแหวกกฏการตั้งชื่อทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งทางเฟรนช์คอนเนกชัน นั้นเริ่มมาจากได้เพิ่มแผนการตลาดใหม่ ในปี 2001 โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “FCUK” โดยได้ไอเดียชื่อนี้ มาจากการที่เห็นจดหมายที่มีชื่อย่อของ ร้านเฟรนช์คอนเนกชัน สาขาที่ฮ่องกง (FCHK – French Connection Hong Kong) ซึ่งในสมัยนั้นทางบริษัทเฟรนช์คอนเนกชัน (FC) ก็ยังไม่มีตัว UK ตามข้างหลัง พอได้ไอเดียมาก็เลยเขียนต่อจากแบรนด์เลยออกมาเป็นชื่อ FCUK ซึ่งก็ย่อมาจาก (French Connection United Kingdom) เมื่อแบรนด์ FCUK ได้ออกมา เสื้อผ้าของเฟรนช์คอนเนกชัน ก็มียอดการจำหน่ายสูงขึ้นหลายเท่าตัวภายในช่วงเวลาไม่นาน ซึ่งเป็นที่นิยมมากๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่วัยรุ่น เพราะว่า FCUK นั้นตัวอักษรมันมีความคล้ายคลึงกับคำว่า FUCK ซึ่งแปลว่าเพศ หลังจากนั้นทางบริษัทเฟรนช์คอนเนกชันก็ใช้ประโยชน์ของชื่อที่ติดตลาดมากผลิตเสื้อยืดที่มีข้อความเช่น “FCUK Fashion”,”FCUK THIS”,”FCUK on The Beach”,”Cool as FCUK” ,”FCUK OFF” เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสูง ถึงขนาดที่ร้านขายเสื้อผ้า และห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง ห้ามวางขายเสื้อของเฟรนช์คอนเนกชันทั้งหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นทางเฟรนช์คอนเนกชันก็สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ในเวลาต่อมา Case Study นี้ชี้ให้เห็นว่า พลังของการตั้งชื่อนั้นมันมหาศาลจริงๆ ถึงแม้บางกฎเกณฑ์ต่างๆ บางข้อของการตั้งชื่อนั้นจะบอกว่าให้ตั้งชื่อเป็นสิริมงคลก็ตาม มันก็ยังมีอีกมุมหนึ่งของโลกใบนี้ที่จะดึงโอกาสเข้าสู่ตนเองได้ดั่ง Case Study ของ FCUK เป็นต้น

พออ่านบทความนี้จบหลายๆท่านก็จะเกิดมุมมองความคิด,ความเข้าใจและได้คำตอบแล้วว่า การตั้งชื่อแบรนด์นั้นสำคัญขนาดนี้เชียวรึ? มันก็เหมือนการตั้งชื่อลูกของคุณแหละครับ

Filed under: Other , , , , , , , , , , , , , , ,

ภาค2 Minimalist effect in the maximalist market

มาดูภาคสองของการถอดองค์ประกอบและลดบทบาทที่แสดงในบรรจุภัณฑ์เดิม ดูกันต่อเลย>>>

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่

Minimalist effect in the maximalist market

ลองคิดดูว่าถ้าเราถอดองค์ประกอบที่แสดงในบรรจุภัณฑ์เดิมให้มันน้อยที่สุดแล้ว เราจะรู้สึกอย่างไร???

โปรเจ็คนี้เป็นโปรเจ็คการทดลองของกลุ่ม A2591 ที่พยายามและทดลองลดบทบาทความสำคัญของกราฟิกที่มีอิทธิพลต่อบรรจุภัณฑ์ดู

โดยเริ่มต้นทางกลุ่ม A2591 ได้เลือกทดลองกับสินค้า 3 ชิ้นที่ชื่นชอบ ชิ้นแรกก็คือสินค้า Nutella ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดใน Cat สินค้าเดียวกัน เมื่อบรรจุภัณฑ์เอาลวดลายที่อยู่บนฉลากออก โดยให้เห็นสินค้าภายใน เพราะไม่ต้องการที่จะส่วนผสมที่กราฟฟิกสร้างขึ้นบนฉลาก และก็ต้องการมองเห็นสินค้าชัดเจน อีกทั้ง Nutella น่าจะขายได้ด้วยแบรนด์ในที่สุด

ชิ้นที่สองคือ Mr.Muscle ซึ่งอันนี้น่าจะดีกว่าอันแรก เนื่องจากว่าพอเอาฉลากสินค้าออก มันจะเห็นความลึลับของขวดที่บรรจุของเหลวสีเขียว ซึ่งขวดนี้นั้นจะสื่อสารความหมายของสิ่งที่อยู่ด้านในไม่ได้ชัดเจน ซึ่งน่าจะมีมากกว่านี้

ตัวอย่างสุดท้ายคือ CornFlakes ข้าวโพดเนสท์เล่ ซึ่งน่าจะเห็นภาพชัดเจนว่ารูปภาพความรู้สึกว่าสำคัญแค่ไหน ที่กลุ่มลูกค้าพอที่จะสามารถจินตนาการถึงความอร่อยที่พวกเขาอาจจะได้ลิ้มรส

และยังมีตัวอย่างเพิ่มเติมอีกมากมาย ซึ่งชาว Packaging City จะได้ชมกันว่าบทบาทของแบรนด์นั้นสำคัญแค่ไหน

ที่มา : http://www.a2591.com/2010/12/minimalist-effect-in-maximalist-market.html

Filed under: Idea Packaging , , , , , , ,

เชื่อแล้ว!!! Evian น้ำแร่กับการสร้างแบรนด์แบบชั้นยอด

วันนี้ Packaging City จะมา Review ถึงน้ำแร่ Evain ที่ใช้นักออกแบบระดับโลกในการสร้าง Limited Collection แบบ Exclusive เพื่อที่จะผูกแบรนด์ให้ติดไปกับชื่อเสียงของนักออกแบบระดับโลก รวมทั้งจะได้สร้าง Image ของแบรนด์ให้ดูมี Style และตอกย้ำความเป็นผู้นำมากกว่าน้ำแร่อื่นๆได้

โดยขวดน้ำแร่เอเวียงรุ่น Limited Edition เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2003-2004   เป็นคอนเซ็ปต์ “Water Drop Shape”  หรือ  ขวดรูปหยดน้ำปี 2005-2007 เป็นคอนเซ็ปต์ “ French Alps Shape”  ่หรือ ขวดรูปภูเขา และจุดเปลี่ยนที่ทำให้เอเวียงได้รับการจับตามองมากขึ้นคือเมื่อปลายปี 2007 ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ฝรั่งเศสชื่อดัง Christian Lacriox ด้วยรูปทรงหรูหราและดูมีคุณค่าน่าสะสมมากขึ้น

ในปี 2008 Jean Paul Gaultier นักออกแบบแฟชั่น ได้รังสรรค์ลวดลายลงบนขวดแก้ว โดยงานสื่อถึงความเยาว์วัย สดใสลงบนขวดน้ำแร่ธรรมชาติ Evian ที่บอกเล่าถึงน้ำแร่บริสุทธิ์อันทรงคุณค่าสุดแสนจะพรรณา ในสไตล์โมเดิร์น ประกอบกับตัวอักษรขนาดใหญ่ที่โอบล้อมรอบขวด เกิดเป็นลูกเล่นแสงโปร่งใสและลวดลายลวงตา น่าสนใจ สมแล้วที่เป็นฝีมือระดับพระกาฬ

ในปี 2009 เป็นความร่วมมือกับนักออกแบบแฟชั่นระดับโลกกับน้ำแร่ Evian, Evian ได้เลือกหนึ่งในนักออกแบบที่มีชื่อเสียงและ Style ชัดเจนมากๆ ผู้ซึ่งมี Sense ของความสนุกและมองโลกในแง่ดี ซึ่งเค้าคนนั้นก็คือ Paul Smith นี่เอง

Evian ขวดใหม่ได้รับการออกแบบที่พิเศษเฉพาะตัวโดยใช้สีในแบบรื่นเริงสดใส โดยใช้ลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith ซึ่งหรูหราและตอกย้ำความบริสุทธิ์ของน้ำแร่ธรรมชาติจากเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส

ในปี 2010 ที่ผ่านมา เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Evian กับ Issey Miyake ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นชื่อดังระดับโลกดีไซน์ Limited Collection ทั้งหมด 4 ขวด จำกัด ซึ่งขวด Limited Edition Evian นั้นจะเริ่มขายก่อนที่ www.ShopEvian.com

Evian น้ำแร่ธรรมชาติได้ร่วมมือกับแฟชั่นไอคอนที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Issey Miyake ที่เอกลักษณ์รูปแบบใหม่ ๆ และเรียบง่าย การออกแบบขวดใหม่ของเขานั้นได้แรงบันดาลใจจากการตกแต่งด้วยดอกไม้แห่งจินตนาการซึ่งส่องแสงเจิดจรัสดั่งน้ำแร่ โดยบนขวดนั้นจะมีเขียนว่า Pleats Please ซึ่งเป็นเสมือนลายเซ็นต์ของ Issey งาน Issey ชิ้นนี้ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยนั้น มีความดึงดูด ทำให้เกิดความสนใจของประชาชนที่ใส่ใจแฟชั่นทั่วโลกจริงๆ

Filed under: Packaging Strategy , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Case Study Emonergy เครื่องดื่มคนรุ่นใหม่…..จริงเหรอ??

เมื่อปลายปี 2010 มาจนถึงต้นปี 2011 ตลาด Functional Drink กำลังเป็นที่นิยมมากๆในประเทศไทย และมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และแตกออกเป็น Sub-category ย่อยๆออกไปอีก ทำให้มีการแก่งแย่งชิ้นเค้ก 2 พันล้านก้อนนี้อย่างมาก ทั้งเจ้าตลาด Functional Drink ตัวจริงอย่าง Beauti Drink ของบริษัท ทรัพย์อนันต์ ก็ออกสินค้าใหม่ เช่น Smarti Drink ,Beauti Drink M และมีแนวโน้มจะออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแบรนด์อื่นๆเช่น กระทิงแดง ก็ออกเครื่องดื่ม เรดดี้ มาอย่างก็ไม่น้อยหน้ากัน

ค่ายโอสถสภาเอง ก็หันมาปั้นสินค้า Functional Drink ตัวใหม่อย่างอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ (Emonergy Drink) หลังจากปั้นเปปทีนประสบความสำเร็จมาอย่างล้นหลาม ซึ่งตัวสินค้า Emonergy Drink นั้น มีส่วนผสมของน้ำองุ่นขาว 12% ซึ่งออกมา 2 รสชาติ คือ สีชมพู Bright & Beauty (สำหรับผู้หญิง) สีฟ้า Fit & Firm (สำหรับผู้ชาย) เจาะกลุ่มเป้าหมายประเภทวัยรุ่นยุคใหม่ จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นที่แรก

แบรนด์ Emonergy Drink นั้นเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการลงไปอย่างตัวขวดสีชมพู Bright & Beauty หลักๆจะช่วยบำรุงผิวขาว ชะลอแก่ ส่วนสีฟ้า จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้พลังงาน เป็นต้น นอกจากนี้ทางโอสถสภาได้คาดหวังกับโปรดักส์ตัวนี้เป็นอย่างมาก โดยมีการทุ่มงบประชาสัมพันธ์สินค้าผ่าน TVC และรายการวิทยุวัยรุ่นต่างๆ, มีการทำ Road Show, ซื้อสื่อ Ambient ในสยามสแควร์, แจก Sampling ตามแหล่งวัยรุ่นเช่น คอนเสิร์ต Super Junior และสุดท้ายก็เล่นกับ Promotion ของเซเว่น เป็นต้น ถือได้ว่าทุ่มทุนสร้างมากๆ

ทาง Packaging City จึงต้องขอมาร่วมแชร์และวิเคราะห์มุมมองของบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของตัว Emonergy Drink กัน

1. Naming : การตั้งชื่อ “Emonergy” ถือว่าทำได้ดี เป็นการรวมคำระหว่าง Emotion(ความรู้สึก)+Energy(พลังงาน) ทำให้บ่งบอก Benefit ของสินค้าได้อย่างชัดเจน

2. Brand : ตัวโลโก้ของ Emonergy นั้นมีการใช้คำว่า Emo มาเล่นกับ Gimmick หน้าตาของความรู้สึกได้ดี น่าสนใจ ทำให้แบรนด์ใหม่นั้น จดจำได้ และเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น

3. Material : เลือกใช้ขวดแก้ว ซึ่งให้ความเย็นในตัวผลิตภัณฑ์ได้ดี แต่สีสันของตัวขวดนั้นฉูดฉาดเกินไป ทำให้ Contrast กับตัวคุณประโยชน์ที่ Emonergy โฆษณาเอาไว้

4. Graphic : กราฟฟิกนั้นไม่บ่งบอกถึงสรรพคุณของสินค้าอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งกราฟฟิกนั้นดูเสมือนปีศาส และจาก Research พบว่าคนทั่วไปจะ Reference ถึงลูกอมปีศาสที่เคยมีมาก่อน

5. Gimmick : มีการใช้ Gimmick ของ AR Technology ใต้ฝาของอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ และมีการใช้ Game Online มากระตุ้นแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค

6. Price Point : 20 บาท 150 มล. ถือว่าแพง เพราะ Perception ของผู้บริโภคจะเทียบกับเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งราคา Average จะอยู่ที่ 10 บาท

นี่อาจจะเป็นบทพิสูจน์นักการตลาดของโอสถสภาว่าจะฝ่าความรู้สึกของกลุ่มผู้บริโภคที่แนบโน้มจะ Health Concern ขึ้นเรื่อยๆหรือไม่ เพราะหลาหลายสิ่งในตัวบรรจุภัณฑ์ของ Emonergy นั้นดูไม่เข้ากับคุณประโยชน์ที่ได้รับเลย ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นทางโอสถสภาคงต้องพยายามที่จะทุ่มโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากๆเพื่อที่จะบอกถึงสาระในตัวสินค้าที่ได้นอกเสียจากแค่ Lifestyle เพียงอย่างเดียว คงต้องคอยดูกันว่าการทำงานของนักการตลาดของโอสถสภาใน Catergory นี้จะต้องทุ่มเม็ดเงินลงไปเท่าไรจึงจะประสบความสำเร็จ ฉะนั้นชาว Packaging City ต้องติดตาม


Filed under: Packaging Strategy , , , , , , , , , , , , , , , , ,

หนุ่มนักคิดเจ้าของรางวัลบรรจุภัณฑ์สาย USB จากเวที Thai Star Packaging 2010

ล่าสุดจากเวทีการประกวดบรรจุภัณฑ์ของไทย หรือที่เรียกว่า THAI STAR PACKAGING ประจำปี 2010 ที่ผ่านมาทางเราได้ไปเตะตาไอเดียรางวัลชนะเลิศจากเวทีนี้มา จะเป็นอย่างไรต้องติดตาม..!!!

การประกวดครั้งนี้ใช้โจทย์ภายใต้หัวข้อยอดฮิต Green Packaging ก็คือบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ซึ่งน้องนวัต ศักดิ์ศิริศิลป์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ก็คว้ารางวัลชนะเลิศนี้ไปครอง ผลงานที่น้องนวัตนั้นออกแบบก็คือ บรรจุภัณฑ์ของ สายUSB (UNIVERSEL USB POWER & DATA LINK)นั่นเอง โดยแนวความคิดมาจาก ในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ของ สายUSB เป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ไม่มีประโยชน์ต่อ ทำให้เหลือแต่สายUSB ซึ่งสายUSB ในเวลาใช้งานหรือเก็บก็ลำบากเพราะมีหลายสายง่ายต่อการพันกัน จึงได้มีแนวความคิดในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ของ สายUSB ที่ช่วยในการจัดระเบียบสายไฟให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นและไม่ดูรกตาในเวลาใช้หรือเก็บ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ชิ้นนี้ได้ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถใช้ควบคู่กับสาย USB ได้ เมื่อทิ้งก็สามารถนำมา Recycle ได้ มีการใช้ Soy Ink ในการพิมพ์ ลวดลายก็ใช้เพียงสีเดียว(หมึกน้อย) และยังสามารถคลี่ให้แบนราบเพื่อสะดวกต่อการขนส่งอีกด้วย

ทางทีมงาน Packaging City เห็นว่าผลงานของน้องนวัตนั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกมิติในการที่จะพัฒนาตัวบรรจุภัณฑ์ของ สาย USB เนื่องจากเข้ากับกระแสขยะเทคโนโลยีล้นโลก อีกทั้งยังสามารถโชว์ไอเดียทางด้านฟังก์ชั่นการใช้งานของกล่อง, การพับกล่อง, การเลือกใช้วัสดุ และเทคนิควิธีการพิมพ์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถตอบโจทย์ Green Packaging ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว

Filed under: Idea Packaging , , , , , , , , , , , ,

นี่แหละ!!! บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ภาคที่1

วันนี้ชาว Packaging City จะมาพบกับความใส่ใจสิ่งแวดล้อมของชาวญี่ปุ่นในเชิงบรรจุภัณฑ์กัน ที่เค้าพยายามคิดใส่ใจแม้แต่ในมุมเล็กๆก็ตาม ซึ่งเรื่องที่เราจะมานำเสนอนั้น มีทั้งหมด 4 เรื่อง เป็นการแยกขยะ 2 เรื่อง และการพับแบนเพื่อลดปริมาณขยะ 2 เรื่อง ลองชมกันดูและเชิญชวนเริ่มหามุมมองดีๆช่วยโลกกันนะ^^

Filed under: Packaging Tips , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Join to Fan Page

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.