Packaging City

Packaging Design Knowledge Center

Co-Branding โคแบรนด์ดิ้ง มิใช่โคบาล

ยุทธวิธี Co-Branding มันหมายความว่าอย่างไรล่ะเนี่ย..!!!! มันคือคาวบอย โคบาล รึป่าว..???

ไม่ใช่ครับผม มันคือ โค-แบรนด์ Co-branding หรือ Dual Branding จริงๆก็คือ ความร่วมมือกันจับมือกันระหว่างสองแบรนด์ องค์กร บริษัท หรืออาจจะมากกว่า 2 แบรนด์ก็ได้ โดยใช้จุดแข็ง หรือความชำนาญของแต่ละแบรนด์มาผนึกกำลังกันสร้างสินค้าบริการให้อยู่ภายใต้ผลิตภัณฑ์เดียวกัน เช่น บริษัท A เชี่ยวชาญด้านไอที และบริษัท B ชำนาญด้านการตลาด มีฐานลูกค้ารองรับ ได้ร่วมมือกัน ใช้ศักยภาพของทั้ง 2 บริษัท สร้างสรรค์สินค้าและบริการ ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์โดยใช้แบรนด์ร่วมกัน พูดอาจเข้าใจยากเอาเป็นว่าตัวอย่าง

Co Branding Packaging

เช่น Apple และ Nike ที่เคยร่วมกันทำ Nike + ipod sport kit มันคือนวัตกรรมใหม่ของอุปกรณ์เสริมเพื่อการวิ่ง พูดง่ายๆก็คือ เอาอุปกรณ์นี้ไปติดที่กับรองเท้าไนกี้รุ่นพลัส และเอามาเชื่อมต่อกับ iPod เพื่อรายงานการวิ่งประมาณนั้นครับ ซึ่งการจับมือครั้งนี้นับว่าประสบความสำเร็จในการเลือกจับคู่แบรนด์ได้เหมาะสม ทั้งในแง่ของ แบรนด์ที่มีการพัฒนาด้านนวัฒกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอและยังมีฐานลูกค้าสูงทำให้ศักยภาพของทั้งสองแบรนด์ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ออกมาได้รับความนิยม และประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

cobranding-nike_ipod_sportkit

อย่างไรก็ดีลักษณะของการทำ Co-Branding มีหลายรูปแบบมาก

1. Ingredient Co-branding การใช้ส่วนประกอบของแบรนด์นึง ในการร่วมผลิตสินค้ากับอีกแบรนด์หนึ่ง และใช้ตราสินค้าร่วมกัน เช่น Dell computer กับ Intel processors คอมยี่ห้อ Dell แต่ชิพประมวลผลของ Intel เป็นต้น เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการนำส่วนประกอบของแบรนด์อื่นๆ มาผสมกับแบรนด์เราเอง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งมากขึ้น
Dell-Intel-co-branding
2. Joint Venture Co-branding การร่วมมือกันระหว่างบริษัทตั้งแต่ 2 บริษัท หรือมากกว่านั้น โดยกำหนดกลยุทธ์ร่วมกัน และมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น การวางแผนการตลาดร่วมกันของสายการบินไทย กับซิตี้แบงค์ เพื่อให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตสะสมคะแนนแลกไมล์ในการใช้บริการสายการบินไทย เป็นต้น

Citibank-Cebu-Pacific-Card-Visa-Platinum
3. Same –company Co-branding คือ ภายในบริษัทเดียวกัน ที่มีผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัว ต้องการที่จะทำรายการส่งเสริมการขายร่วมกัน เช่น สินค้าในเครือ P&G จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายให้กับห้างสรรพสินค้า ทำรายการซื้อสินค้าในเครือ P&G ครบตามจำนวนจะได้รับของสมนาคุณ หรือ เห็นชัดๆอย่างมหกรรมลดราคาของ Unilever ไชโย SALE เป็นต้น

Unilever
4. Multiple Sponsor Co-branding คือ การใช้ความร่วมมือกันจากหลายๆ แบรนด์เพื่อสร้างเครือข่าย และผนึกกำลังช่วยส่งเสริมกันระหว่างแบรนด์ โดยอาศัยความชำนาญที่แตกต่างกันได้มาพัฒนา เช่น การจับมือกัน 3ฝ่าย ระหว่าง Jet Airway + VISA + ICICI Bank เป็นต้น

VISA-Jet-Airway-ICIC

จากตัวอย่างและรูปแบบทั้งหมดข้างต้นนั้น ผมนำมาย่อยให้ท่านได้เห็นเป็นกลยุทธ์วิธีในการทำ Co-brand เป็น 4 ประการ เพื่อท่านจะได้เลือกใช้ได้อย่างง่ายดาย
1.Reaching in เน้นการเข้าถึงส่วนแบ่งทางการตลาด โดยการเลือกหุ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพต่อแก่นของแบรนด์ตัวเองให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น ตัวอย่างข้างต้น ก็คือ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ Dell เลือกร่วมมือกับ Intel ในการร่วมผลิตด้วย เนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อและมั่นใจในประสิทธิภาพของ ระบบประมวลผลของ Intel จึงเป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าของแบรนด์สินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือบริษัทขนมขบเคี้ยวชื่อดังค่าย Frito-Lay ได้จับมือกับน้ำอัดลมเปิดตัว ชีโตสรสเมาเทนดิว (Mountain Dew Cheetos) และชีโตสรถเป๊ปซี่ เป็นสแน็กที่น่าสนใจไม่น้อยและสามารถกอบโกยยอดขายได้อย่างง่ายดาย

เมาเทนดิว-ขนม-บรรจุภัณฑ์เป๊ปซี่-ชีโตส-บรรจุภัณฑ์-COBRANDING

2.Reaching out เน้นการเข้าถึงช่องทางการตลาดใหม่ โดยเลือกหุ้นส่วนที่นอกจากเพิ่มศักยภาพของแบรนด์แล้ว ยังต้องเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ด้วย ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกร่วมมือกับแบรนด์สินค้า และผู้ให้บริการอื่นๆ เพื่อตอบสนองลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้านค้าได้สะดวกและครบถ้วนมากที่สุด One-stop service นอกจากนั้น ยังช่วยเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพราะมีการให้บริการที่หลากหลายภายในร้านเดียว นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ McDonald’s McFlurry กับ Kitkat รวมมือกันพัฒนาสินค้าในรสชาติใหม่ และยังสามารถปรับช่วงเวลาในการซื้อสินค้าของทั้งสองประเภทได้อย่างลงตัว เนื่องจากเดิม Kitkat เป็นของว่างทานเล่น ต่างจาก McDonald’s ที่ไว้ทานเป็นมื้ออาหาร เมื่อทั้งสองมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ นับว่าลงตัวและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างดี หรือแม้แต่ Adidas จับมือกับยาง Good Year ออกรองเท้ารุ่นพิเศษที่ใช้ยางจากล้อรถ Good Year เป็นต้น

Goodyear-Adidas-อาดิดาส

3.Reaching up เน้นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) และทำให้แบรนด์ดูมีคุณค่าเพิ่มขึ้น (Brand Value) ตัวอย่างเช่น การให้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้ค้าออนไลน์ในอินเทอร์เน็ตมักจะประสบปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือในการชำระเงินสินค้า ดังนั้น การร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Paypal ในด้านการชำระสินค้าก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ตัวเอง ซึ่งมีผลต่อลูกค้าได้เชื่อมั่นในสินค้าและบริการ และเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ตัวเองมากขึ้น

Payment_logo-Verify

4.Reaching beyond เน้นการพัฒนาต่อยอด โดยเลือกหุ้นส่วนที่มีความแข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์ และมีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ด้วย ตัวอย่างเช่น Credit card ร่วมมือกับ MasterCard และ Visa สร้างเครือข่ายขยายตลาดสินค้าและการบริการไปยังสถาบันการศึกษา หน่วยงานการกุศลต่างๆ ผู้ให้บริการด้านรถยนต์ ปั้มน้ำมัน สายการบิน ที่พัก และร้านค้าต่างๆ โดยผู้ใช้บริการบัตรเครดิตสามารถใช้ Reward card ในการรับสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

การทำ Co-brand ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ แต่การทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ขึ้นกับแต่ละแบรนด์ที่ร่วมมือกันว่าจะสามารถช่วยเพิ่มคุณค่าของแบรนด์ให้ต่อกันได้มากน้อยเพียงใด โดยอาจจะประเมินจากศักยภาพของกลุ่มลูกค้าหลังจากที่ได้ทำการ Co-branding แล้วว่ามีผลตอบรับเป็นอย่างไร ทั้งนี้ขึ้นกับทัศนคติ มุมมองที่ลูกค้ามองเข้ามาต่อการรวมแบรนด์ใหม่ ด้วยว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และตอบสนองความต้องการ ความพึงพอใจของลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม การทำ co-brand ก็อาจมีปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน เพราะถ้าเกิดแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งได้รับผลกระทบ ก็จะส่งผลไปยังอีกแบรนด์เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการต้องประเมินถึงข้อดีและข้อเสียของการรวมแบรนด์ว่าคุ้มค่ากว่าการสร้างแบรนด์เดียวหรือไม่ ขอบคุณครับผม^^

credit : SMEs Plus Column Idea Café

Advertisements

Filed under: Idea Packaging, Other, , , , , , , , , , , , , , ,

Eco-Packaging (บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม)

มีงานๆหนึ่งที่ชื่องานว่า Green Solution ซึ่งมีการบรรยายในหัวข้อ Eco Packaging ซึ่งว่าไปแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและทุกๆควรต้องตระหนัก มันเรียกง่ายๆว่า บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมคืออะไร มันตรงตัวอยู่แล้วครับ คือบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

eco-packaging

ทำไมต้องเพื่อสิ่งแวดล้อม….???

 

คืองี้ครับ ในอดีตตัวบรรจุภัณฑ์เองนั้นหน้าที่พิ้นฐานคือปกป้องสินค้า แต่พอเวลาผ่านไปบรรจุภัณฑ์เป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้แทนที่จะช่วยปกป้องสินค้าแต่กลับเป็นมลภาวะต่อโลกเองซะงั้น ผลการวิจัยพบว่า ขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์นั้นมีมากมายขนาดว่า ภูเขากองขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคเหนือนั้น มีขนาดใหญ่กว่าประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 2 เท่า แม่เจ้า…มันเยอะจริงๆ นะครับขอบอก และยิ่งไปกว่านั้นในแต่ละวัน วัวนับร้อย หรือสัตว์นับร้อยในอินเดียล้มตาย เพราะกินถุงพลาสติกที่ถูกทิ้ง อีกทั้งทั่วทั้งโลกทุกๆ 1 นาที มีการใช้ถุงพลาสติกไม่ต่ำกว่า 1,000,000 ใบ และหากนำถุงพลาสติกที่คนไทยใช้ในหนึ่งปีมาเรียงต่อกัน จะเท่ากับระยะทางจากโลกไปกลับดวงจันทร์ถึง 7 รอบ นี่คือโลกของเราหรือเนี่ย มันเต็มไปด้วยขยะมากมายจริงๆ
“Living in the Angkor Hell”. Anlong Pi, Siem Reap. Cambodia. 2010-2013Photography: ©Omar Havana img_1592

แต่เดี๋ยว ท่านต้องเข้าใจก่อนว่า สำหรับเมืองไทย โดยมากการทำอะไรเพื่อโลกนั้นจะต้องมีราคาแพงกว่าปกติเสมอๆ เช่น กล่องโฟม อาจจะใบละ 3บาท ใช้ไบโอชานอ้อยอาจจะอยู่ที่ 5-8 บาท เป็นต้น ฉะนั้นน้อยคนที่จะใช้ได้ แต่ไม่เป็นไร ผมจะประมวลหัวข้อสำคัญๆเพื่อให้ท่านตระหนักว่าในตัวบรรจุภัณฑ์ของท่านั้น ท่านจะช่วยโลกได้อย่างไรบ้าง

1. Materials ง่ายที่สุดคือการเปลี่ยนวัสดุ ตัวอย่างเช่น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Coca-Cola ในต่างประเทศนั้นทยอยปรับใช้นวัตกรรมใหม่อย่าง PlantBottle ซึ่งก็คือ ขวดพลาสติก PET (polyethylene terephthalate) บรรจุเครื่องดื่มชนิดแรกที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างสมบูรณ์ เพราะขวด PlantBottle มีองค์ประกอบบางส่วนที่ได้จากพืช 30% ซึ่งตรงนี้ทาง Coca-Cola ได้ทอลองใช้ขวด PlantBottle ไปกว่า 14,000 ล้านขวดใน 24 ประเทศ เทียบเท่ากับลดปริมาณการใช้น้ำมันถึง 300,000 บาเรล ในอนาคตเป้าหมายขวด PlantBottle จะแทนขวดพลาสติกทั้งหมดภายในปี 2563

Print plantbottle2

 

มีอีกนวัตกรรมนึงของศาสตราจารย์ David Edwards ซึ่งคิดค้น “WikiCell” ขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากเซลล์ธรรมชาติในผลไม้อย่างองุ่น ส้ม หรือมะพร้าว ที่มีเปลือกนอกห่อหุ้มเนื้อและของเหลวภายในมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ว่านี้ หากลองนึกถึงผลส้ม จะเห็นว่าเปลือกส้มนั้นทำหน้าที่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีความคงทนและย่อยสลายได้ในตัวเอง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องบรรจุใส่ในกล่องหรือถุงต่างหาก นอกจากนั้นเปลือกของมันยังสามารถรับประทานได้อีกด้วย นวัตกรรมนี้ถูกจัดให้เป็น 32 นวัตกรรมเปลี่ยนโลกของนิตยสาร The New York Times เลยทีเดียว แต่สุดท้ายก็ต้องมีการพัฒนาอีกมาก
wikicell - outer shell.jpg David_Edwards_Wikicells Wiki-Cell-3-thumb-620x388-41873 wikicells-with-hand

2. Transport ก็เป็นวิธีหนึ่งที่หันหลังกลับไปมอง Logistic ของตนเองว่าในมุมบรรจุภัณฑ์จะช่วยปรับปรุงอะไรได้บ้าง เช่น บรรจุภัณฑ์ของสีทาบ้าน Dutch Boy จากเดิมที่เป็นกระป๋องเหล็กทรงกลม ก็ถูกปรับให้เป็นกระป๋องพลาสติกทรงเหลี่ยม ซึ่งข้อดีคือ ลดพื้นที่ว่าง ประหยัดพื้นที่ และเพิ่มพื้นที่รับแรงเมื่อกระป๋องเรียงต่อกันใน Pallet อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ถุง Puma ที่จากกล่องเปลี่ยนมาเป็นผ้า ทำให้ลดพื้นที่ในการขนส่งได้
DutchBoyWhiteLead1Dutch Boy Twist & Pour

3. Use การใช้งาน ซึ่งไอเดียของมันคือสามารถนำมาใช้งานในอีกได้ เช่น ถุง Shopping Bag ของแบรนด์กางเกงยีนส์ Lee ซึ่งสามารถนำมาตัดต่อ ประยุกต์เป็นของอื่นๆได้, งานไอเดีย Re-Pack ซึ่งเป็นกล่องทั่วๆไป ที่มีไอเดียในการใช้ด้านในกล่องซ้ำอีกรอบหนึ่งก็ได้, หรืออาจะเป็นกล่อง eBay ที่ผลิตมาพิเศษ 100,000 ใบ โดยจัดการแจกคนที่ใช้การซื้อขายออนไลน์ แต่ที่เป็นไอเดียสำคัญคือ เขาออกแบบให้มีพื้นที่เขียนถึงคนข้างใน 6 ช่อง เพื่อที่ว่าพอคนส่งพัสดุเรียบร้อยแล้ว คนรับต่อก็สามารถไปใช้ Pack ของต่อๆกันได้ทำให้เกิดการประหยัดทรัพยากร
lee-bag re-pack-packaging14949299457_09195245c6_oebay_box1

4. Disposal การจัดการขยะ หมายถึงอะไร ก็หมายถึงว่า ต้องมีการบ่งบอกถึงก็จัดการขยะ เช่น การแยกขยะตามวัสดุที่ใช้ทำตัวมันมาด้วยสี ด้วยภาพ เช่นทำสีถังขยะ

5. Manufacture ก็คือไปศึกษาถึงโรงงานผิดว่าเราจะพัฒนาอย่างไรบ้างในเชิงบรรจุภัณฑ์

6. Communication ก็คือ การสื่อสาร แล้วมันเกี่ยวอะไร มันเกี่ยวตรงที่ เราต้องสื่อสารความดีที่เราได้ช่วยโลกออกไปให้คนตระหนักมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Smoke Tissue มันทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้คนตระหนัก ถึงมลภาวะ โดยทำเป็นโรงงานก่อสร้างที่ปล่อยมลพิษควันออกมาโดยสอดคล้องกับทิชชู่ แล้วครูจะมาอีกนะ มันก็สื่อโฆษณานี่เอง แต่เราต้องถ่ายทอดให้ถูกจุด

smoke_tissue_case3 smoke_tissue_case4 smoke_tissue_case5

นี่เป็นหัวข้อเบื้องต้นในการเตือนถึงการสร้างบรรจุภัณฑ์แบบช่วยกันดูแลโลกให้เท่าที่ท่านจะสามารถทำได้ ช่วยได้ ท่านลองพิจารณาดูได้ครับว่าสมควรหรือไม่ แต่บางทีท่านอาจจะเอาจุดรักษ์โลกเป็นจุดขายแบบ น้ำดื่มน้ำทิพย์ ก็เป็นไปได้ ทั้งหมดนี้ท่านทดลองไปประยุกต์นะครับ

เครดิต : SMEs Plus

Filed under: Idea Packaging, Other, Packaging Tips, , , , , , , , , , , ,

เล่าประสบการณ์ผ่านเวทีโลกออกแบบบรรจุภัณฑ์ ภาค1 และ 2

Pentawardออกแบบบรรจุภัณฑ์2ออกแบบบรรจุภัณฑ์1ออกแบบบรรจุภัณฑ์3

จากหนังสือ SMEs PLUS
บทความ : เล่าประสบการณ์ผ่านเวทีโลกออกแบบบรรจุภัณฑ์ ภาคที่1

สวัสดีครับ ผมสมชนะ กังวารจิตต์ กลับมาจากการเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินการออกแบบบรรจุภัณฑ์โลก PENTAWARDS 2013 ที่กรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ถือได้ว่าเป็นคนไทยท่ามกลางกรรมการท่านอื่นๆจากตัวแทนประเทศมหาอำนาจโลกอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, แคนาดา, สวีเดน, เบลเยี่ยม, กรีซ,  ญี่ปุ่น, เกาหลี และ Prompt Design จากไทยแลนด์ ด้วยประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้นั้นมากล้นจริงๆ แต่หลักๆที่ได้นั้น ถือได้ว่าเป็นการตัดสินที่ยากที่สุดในชีวิตผม มันเป็นการตัดสินผลงานที่มหาหินมาก  เนื่องจากว่าผลงานที่ส่งมาจากทั่วทุกมุมโลกนั้น ล้วนแล้วแต่ดีๆด้วยกันทั้งสิ้น แต่มีเพียงดาวจรัสฟ้าท่ามกลางหมู่ดาวเท่านั้นที่ได้รางวัล ซึ่งวันนี้ผมจะมาเล่าชิ้นงานที่ได้รับรางวัลนะครับว่า ทำไมหนอ….เค้าจึงได้ (แต่พื้นที่ในการเขียนผลงานนั้นมีจำกัด ผมจึงขอทยอยเขียนนะครับท่านผู้อ่าน^^) เริ่มกันเลย

Absolut Unique Packaging Design

absolut4millionbottles-3750858

ผลงานแรกที่ได้รางวัลนั้นเป็นผลงานของ Absolut Vodka ชื่อว่า Absolut Unique เค้าบอกว่า “พวกเขาไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำมัน” Mark Twain กล่าว นี้คือความจริงอย่างแน่นอน

ของบริษัท Family Business ที่อยู่เบื้องหลังความคิด แนวคิด การพัฒนาโปรเจ็คนี้ บนพื้นฐานการผลิต Absolut Vodka 4 ล้านขวดโดยแต่ละขวดไม่ซ้ำกันเลย ขอเกริ่นนิดนึงก็คือว่าแต่ละปีนั้น Abosolut Vodka ได้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในการออกสินค้ารุ่น Limited Edition ที่ผ่านมาก็เช่น Absolut Disco, Absolut Rock, Absolut Masquerade, Denim, 100, Bling-Bling, Miami, No Label และอีกมากมาย

แต่ในปี 2012 จะเป็นการกำหนดให้คำจำกัดความใหม่ของคำว่า Limited Edition แบบเดิมๆที่ทำกันมาก็คือ ทำสินค้ามาพิเศษสักรุ่นหนึ่งสั่งผลิตเหมือนๆกันโดยอาจจะกำหนดว่าผลิตกี่ชิ้นก็ว่ากันไป  แต่งานของบริษัท Family Business ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เค้าอยากให้ทุกๆขวดนั้นไม่ซ้ำกันเลยสักขวด และผลิตไม่น้อยกว่า 4 ล้านชิ้น เพื่อให้แต่ละขวดกลายเป็น Limited Edition ในตัวของมันเอง แม่เจ้า!!!!! มันไม่ง่ายเลย!!!!! มันเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก มันเป็นความท้าทายที่เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับ Family Business และ Absolut ไม่คิดเช่นนั้น ทางออกเค้าก็แค่ทำงาน ทำงาน ทำงานให้หนักขึ้น ให้มากขึ้น ทุ่มความคิดสร้างสรรค์ และความรักลงไป แนวคิดเค้าก็คือ เข้าไปปรับในสายการผลิตให้มีความสามารถในการผลิต 4 ล้านขวดที่แตกต่างกัน ซึ่งทางบริษัท Family Business นั้นได้วางแนวทางของเครื่องจักรให้สอดคล้องกับลวดลายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ พ่นสี, ปาดสี, สะบัดสี เมื่อขวดวิ่งไปในสายการผลิตขวดนั้นจะถูกเครื่องจักรสุ่มลวดลายต่างๆ จึงได้ออกมาแตกต่างกัน บ้างก็แตกต่างกันที่การพ่น การสะบัด การปาดเมื่อวางขาย ผลก็คือเกือบ 4 ล้านขวดถูกขายก่อนที่จะสิ้นสุดแคมเปญโปรโมชั่นโดยไม่ต้องลดราคาแต่อย่างใด พันธกิจที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทำให้สำเร็จได้ ถือว่ามหัศจรรย์มากๆ ต้องยกนิ้วให้เลย

master.budweiser_perspective_12_cansANHEUSER-BUSCH BUDWEISER BOWTIE CANColin-Joliat-Budweiser-Bowtie

ผลงานชิ้นต่อมาที่ได้รางวัลคือ Anheuser-Busch InBev มหาอำนาจองค์กรผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของโลกส่งแบรนด์ Budweiser มาเข้าชิง การที่จะทำแบรนด์ให้โดดเด่นจากคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะใช้สี ใช้ชื่อแบรนด์ ใช้รูปร่างรูปทรง แต่ในโลกของเบียร์นั้นที่ขายในบรรจุภัณฑ์กระป๋องส่วนใหญ่จะคล้ายๆกันทั้งโลก ซึ่งมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสร้างความแตกต่าง หรือสร้างความโดดเด่น  แต่นี่คือสิ่งที่ทีมงานฝั่งสร้างสรรค์กับฝั่งวิศวกรรมของบริษัท Metaphase Group ที่นำเสนอการสร้าง Budweiser ให้เป็น “กษัตริย์ของเบียร์” อย่างแท้จริง โดยการสร้างกระป๋องให้มีรูปร่างเหมือนผูกโบว์ การใช้องค์ความรู้ ความท้าทายทางเทคนิคในการผลิตกระป๋องในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีเพียงMetaphase Group เท่านั้นที่จะทำได้ ซึ่งผลออกมาทำได้ค่อนข้างดีมาก มันตอบวัตถุประสงค์ได้หลายข้อ เช่น การสร้างความน่าสนใจความแตกต่าง การใช้งานตอบสนองต่อการยศาสตร์(Economic) เป้าหมายของ Budweiser  ก็คือเมื่อมันมาอยู่ในมือคุณแล้วมันจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้เข้าใจได้ว่า แบรนด์ได้ถูกจัดการระบบและเพิ่มมูลค่าเข้าไป เพราะด้วยรูปทรงที่แตกต่างของกระป๋องนั้นสอดคล้องกับตัวตราสัญลักษณ์อีกด้วย ไม่มีอะไรที่ดีกว่าแนวทางนี้อีกแล้วแน่นอน รับรอง!!!!

Tiger-nuts-smoky-bacon-and-sweet-chilliTT 300-185 (Sept. 2011)walkers tiger nuts packs

มาถึงชิ้นต่อมา ถ้าพูดถึงในโลกของมันฝรั่งทอดกรอบและถั่วที่ขายอยู่ในถุงนั้นมันจำเป็นที่จะต้อง “โดดเด่น” ซึ่งการแข่งขันจากแบรนด์ระดับชาติ และ House Brand นั้นช่วยผลักดันให้เกิดข้อจำกัด Walkers (ที่รู้จักกันในแบรนด์มันฝรั่งแผ่นเลย์) เป็นผู้นำตลาดใน มันฝรั่งทอดและพยายามจะทำอย่างนั้นกับตลาดถั่วเหมือนกัน เพื่อเป้าหมายบริษัท Design Bridge ได้จัดการสร้างตัวแทนของใบหน้าของเสือโคร่ง โดยมีคำว่า Tiger Nuts ซ่อนอยู่ เป็นการออกแบบที่เล่นกับการรับรู้แบบซ่อนเร้น ลวงตา ถือว่าฉลาดมาก ถือว่าสร้างสรรค์และโดนใจเลยทีเดียว

นี่ถือเป็นผลงานส่วนหนึ่งที่ได้รางวัลของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับโลก มันน่าสนใจมากๆ อย่างน้อยๆมันคงจุดพลังไฟของท่านให้ลุกติดขึ้นใหม่อีกครั้ง ผมเชื่อแหละครับว่า การทำอะไรให้ปนะสบความสำเร็จตามเป้านั้น ไม่ยากหรอกครับ เพียงแค่มีความเชื่อมั่นว่าเราจะต้องทำมันได้ ทำมันให้สำเร็จ ท่านก็จะเดินไปสู่เส้นชัยในการประสบความสำเร็จระดับประเทศ และสู่ระดับโลกในที่สุด ถึงวันนั้นท่านจะภูมิใจในความเป็นไทยผงาดในโลกจริงแบบผม ขอบคุณครับ^^

มาต่อกันภาคที่ 2 เลยครับผม

เล่าประสบการณ์ผ่านเวทีโลก(บรรจุภัณฑ์) ภาค2

ถ้าหลายๆท่านยังงงว่าผมพูดเรื่องอะไรนั้น ก็คือว่ายังงี้ครับ ขอเกริ่นเล็กๆน้อยๆ คือผม สมชนะ กังวารจิตต์ จากบริษัท Prompt Design ได้มีโอกาสไปตัดสินรางวัลบรรจุภัณฑ์ของโลกอย่าง PENTAWARDS ประเทศสเปนมาครับ ผมเลยจึงอยากมาเล่าประสบการณ์ดีๆ แรงบันดาลใจผ่านผลงานดีๆ ให้ท่านได้รับทราบกันครับ

มาที่ผลงานกันเลยดีกว่าครับ…!!!!

Strong-Packaging-Design-Idea

ผลงานที่ได้รางวัลต่อจากครั้งที่แล้วอันนี้น่าสนใจมาก ชื่อแบรนด์ว่า Strong ซึ่งทำอาหารเสริมต่อสุขภาพหรือเค้าเรียกกันว่า Nutriention Supplements บริษัทที่ดูแลก็คือ Pearlfisher จากประเทศอังกฤษ เค้าได้สร้างทั้งหมดของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์, การตั้งชื่อ, ตัวตนของบรรจุภัณฑ์ แม้กระทั่งวิธีการขาย เรียกได้ว่าดูและทั้งหมดกันเลยทีเดียว แบรนด์ Strong นั้นผลิตจากวัตถุดิบที่คุณภาพสูงมาก และสดใหม่ พัฒนาเพื่อให้เข้ากับคนรักสุขภาพ คนที่รักความสวยความงามในระดับลึกถึงเซลล์ คนที่ต้องการความกระชุ่มกระชวย และความเยาว์วัยเป็นต้น

Strong-illustration-Packagingstrong

โดยเป้าหมายก็คือ จะสร้างแบรนด์ให้มีความแตกต่างท่ามกลาง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนานาแบรนด์ในท้องตลาด ซึ่งต้องชื่นชมในตัวแนวคิดของทางบริษัท Pearlfisher ที่ว่า “Beauty from within” ก็คือความงามจากภายใน ซึ่งเค้าใช้วิธีการเปรียบเปรยด้านอารมณ์โดยใช้ธรรมชาติเป็นตัวแทนการสื่อสาร ผ่านสัตว์ปีกทั้งหลาย เช่น นก, นกฮูก, ม้าเปกาซัส เป็นต้น ซึ่งสัตว์เหล่านี้จะมีสิ่งที่อ้างถึงสรรพคุณของอาหารเสริมแบบเปรียบเปรยได้ อาทิ นกฮูก-สมอง, ม้าเปกาซัส-ความแข็งแรง โปรตีน, นกขมิ้น-ความกระจ่าง เป็นต้น Dan Dittmar หนึ่งในกรรมการได้ให้ความเห็นกับงานนี้ไว้ว่า “เป็นงานที่สร้างเอกลักษณ์และความโดดเด่นในการดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ลักษณะเช่นนี้แหละคืองานที่พร้อมที่ก้าวไป”

บรรจุภัณฑ์รางวัล สมชนะ

ผลงานที่ได้รางวัลต่อมา อันนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ผลงานจาก Studio Kluif ก็คือ

JEROHnimus ภาษาไทยอ่านว่า จีโรนีมัส เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือนต่างๆ เช่น หมอน, จาน, แจกัน และของตกแต่งบ้าน เค้าได้แรงบันดาลใจจากผลงานของจิตรกรชาวดัตช์ Hieronymus Bosch (คศ. 1450-1516) ซึ่งงานของเขาคนนี้เป็นที่รู้จักกันในรูปแบบงานแปลกๆ ดูลึกลับ, เซอร์เรียล(เหนือความเป็นจริง) ซึ่ง Studio Kluif ก็ได้นำแรงบันดาลใจจากจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่นี้ในการสร้าง Serie ของบรรจุภัณฑ์ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ในบรรยากาศที่โดดเด่นสไตล์ภาพวาดของ Hieronymus Bosch ผลงานออกมาน่าสนใจมากมันคือสไตล์ที่เด่นชัดในรูปแบบแนวทางความร่วมสมัยผ่านรูปภาพที่งดงาม เป็นการเชื่อมกันระหว่างความมั่งคั่งในอดีตผสานกับความสดใสของอนาคต Gerard Caron หนึ่งในกรรมการกล่าวว่า “มันเตะตามาก นี่แหละคือภารกิจของบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งพิเศษอย่าง ศิลปะ กวี และความขำขัน ที่นำมารวมกันได้กลมกล่อม”

ออกแบบบรรจุภัณฑ์รางวัล สมชนะ

ผลงานสุดท้ายที่ได้รางวัลคือผลงาน THE BALVENIE 50 เป็นวิสกี้ครบรอบ 50 ปี โจทย์ที่ได้รับของทางบริษัท Here Design ประเทศอังกฤษ คือต้องการสร้างบรรจุภัณฑ์พิเศษ และไอพิเศษที่ว่านี้คือมอลต์อายุกว่า 50 ปี ซึ่งออกมาเพื่อเฉลิมฉลองการทำงานของปรมาจารย์แห่ง Balvenie Malt ที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญวิสกี้ทั่วโลกถึงความสามารถของเขาเขาผู้นั้นชื่อว่า David Stewewart ตัวเขาเองเขาได้อุทิศตัวของเขาทั้งหมดในชีวิตในการกลั่นมอลต์ แน่นอนที่สุดเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา วันที่เด็กฝึกงานคนนี้อายุเพียง 17 ปี ได้เข้าร่วมโรงกลั่นกับทาง Balvenie ด้วยความมานะทำให้เขามีผลงานอันเลื่องชื่อก็คือการเปิดตัวถังมอลต์ที่หายากที่สุดของ Balvenie ในปี 1962 ถือเป็นอีกหนึ่งที่สร้างชื่อก็ว่าได้ มันสามารถกลั่นได้ทั้งหมดแค่ 88 ขวด สนนราคาอยู่ที่ £ 20,000 ต่อขวด ก็ประมาณ 1 ล้านบาทเท่านั้นเอง

11326-Balvenie50_0140

จากการอุทิศตนของ David Stewewart นั้นทำให้เขาได้ร่วมมือกับ Sam Chinnery นักทำเฟอร์นิเจอร์ทำตู้มือฉมังชาวสก็อตแลนด์ สร้างกล่องพิเศษที่เป็นสัญลักษณ์ 50 ปี ซึ่งมีไม้ 49 ชั้นต่างสายพันธุ์ เช่น ไม้วอลล์นัท ไม้โอ๊ค ไม้แอช เป็นต้น นำมาวางซ้อนกันอย่างงดงามทำให้เกิดผิวสัมผัส และลายไม้ด้านข้างของกล่องที่ดูแปลกต่างและมีระดับ และมีหนึ่งชั้นที่ทำจากทองเหลืองสลักเรื่องราวปิดไว้

Balvenie-Golden-1-e1357663025238 BV50_Prototype2_Visuals_v1.1

ตัวขวดแก้ววิสกี้นั้นใช้งาน Handcraft ด้วยกรรมวิธีการการเป่ามือด้วยความพิถีพิถัน และติดป้ายกับวันผลิตวิสกี้ หมายเลข Limited Number และลายเซ็นของ David Stewewart ด้านใต้ของแต่ละขวด ทำให้ THE BALVENIE 50 จึงเป็นงาน Limited Edition ที่ทรงพลังมากๆ

maxresdefault

 

Isabella Dahlborg หนึ่งในกรรมการบอกว่า “49 ชั้นนั้น มันพูดทุกๆอย่างด้วยตัวมันเอง ทั้งไอเดีย, ทั้งคุณภาพ, ทั้งการครบรอบ ถือเป็นวิสกี้ที่ยอดเยี่ยมมากๆ จนฉันอยากจะดมมันแล้วล่ะสิ”

3 งานยอดเยี่ยมของโลกนี้ผ่านหลายด่านกว่าจะได้รางวัล มันไม่ง่ายครับที่เราจะเป็นหนึ่งในวงการบรรจุภัณฑ์โลก ซึ่งจากการที่ผมได้ตัดสินพบว่ามีงานดีๆอีกหลายงานที่ควรได้ แต่ แต่นะครับขอย้ำ เหตุที่ผมและกรรมการท่านอื่นๆไม่เลือกเพราะ มันดี แต่ไม่ดีที่สุด เราต้องการงานที่ดีที่สุดเท่านั้น เหมือนกับลูกค้าเราก็เหมือนกัน เขาต้องการสินค้าที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพียงแค่ท่านพัฒนาสินค้า ลบจุดอ่อน จุดบกพร่อง เสริมจุดแกร่ง แต่ที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ เติมความคิดสร้างสรรค์ลงไปเท่านี้สินค้าท่านก็จะยืนท่ามกลางคู่แข่งได้อย่างไม่กลัวใครแล้วครับ แล้วยังไงผมก็ไม่ทิ้งท่านแน่นอนครับ^^

เครดิต : SMEs Plus Column Idea Café

Filed under: Idea Packaging, Other, Packaging Tips, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

สร้างแบรนด์เทรนด์ใหม่ ICONIC BRAND

iconic-brands

ปัจจุบันแบรนด์ใหญ่ๆ หลายๆแบรนด์ของโลกเริ่มขยับตัวมากขึ้น พยายามใช้วิธีการออกแบบในเชิง ICONIC กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โค้ก, เป๊ปซี่, ไฮเนเก้น, Mcdonald’s และมีอีกหลายแบรนด์ที่ผมรู้และยังเปิดเผยไม่ได้ที่กำลังจัดระบบหน่วยการจดจำเชิง ICONIC ซึ่งวันนี้จะมาอธิบายความหมายของ ICONIC และ วิธีการสร้าง ICONIC ทำอย่างไร

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยกระดับแบรนด์กลายไปเป็นขั้น ICONIC หรือ สัญลักษณ์ได้ แนวความคิดของการออกแบบให้กลายเป็นสัญลักษณ์นั้น พูดง่ายๆเหมือนการสร้างลายเซ็นต์ประจำตัวของแบรนด์นั่นเอง

แต่บางทีแล้วแบรนด์หลายๆแบรนด์ในอดีตนั้นมันเกิดมาด้วยความบังเอิญบ้าง เกิดมาด้วยสินค้าบ้าง เรียกง่ายๆว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่สุดท้ายมันก็โตขึ้นเรื่อยๆ มันเลยไม่มีขั้นตอนความคิดมาในอดีต ซึ่งเราในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มาสานต่อนั้นจำเป็นต้องคิดในมุมนี้บ้าง แต่สำหรับแบรนด์หน้าใหม่นั้น เป็นโอกาสของเราที่จะตั้งต้นเพื่อที่จะจัดระบบความคิด เพื่อที่จะก้าวไปสู่ ICONIC BRAND อย่างแท้จริงในอนาคต

iconic-brand-building

อัยย่ะ ICONIC BRAND คืออะไรเหรอ…????

ICONIC BRAND ก็คือการสร้างสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง อย่างมีหลักการเพื่อที่จะทำให้ผู้ซื้อนั้นจดจำแบรนด์ของเราได้ ตัวอย่างเช่น ตัวอักษร M คือ Mcdonald’s, เครื่องดื่มอัดลมสีแดงคือ Coca-Cola, เลข 7 คือ เซเว่น-อีเลฟเว่น, ตัวอักษร LV บนกระเป๋า, เส้นสามเส้น คือ Adidas เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นขั้นสุดของแบรนด์แล้ว พูดง่ายๆก็คือ บางทีเราอาจจะเห็นตัวอักษร M ที่ใดสักที่หนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับ Mcdonald’s เลย แต่เราอาจจะนึกถึงมันก็ได้ คราวนี้แบรนด์มันแทบจะเข้าไปฝังไว้ในหน่วยความจำของเราไปโดยปริยาย นี่คือสิ่งที่นักสร้างแบรนด์ต้องการ

โอเคผมว่าทุกๆคนน่าจะพอมองเห็นภาพของ ICONIC BRAND แล้วแหละ ดังนั้นผมของอนุญาตเข้าเรื่องเทคนิคของการสร้างแบรนด์ในส่วนของดีไซน์ เพื่อที่จะให้เป็น ICONIC อย่างแท้จริง ว่าควรต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ข้อที่ 1. ต้องเรียบง่าย

ต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ซื้อทุกๆคนนั้น มิได้มีระบบความจำที่แม่นยำเท่าเทียมกัน ดังนั้นการทำอะไรเรียบง่าย น้อยๆนั้น คนทุกๆคนมักจะจดจำได้ ตัวอย่างเช่น ตัวอักษร M Mcdonald’s, แม้แต่ฉลากแถบเฉียงๆของเหล้า Johnnies Walker, เครื่องหมายถูกของไนกี้, ผลแอปเปิ้ล ของบริษัท Apple Computer หรือแม้กระทั้งลวดลายตารางหมากรุกของกระเป๋า Louis Vuitton เป็นต้น ดังนั้นสรุปได้ว่ากราฟิกที่ควรจะต้องใช้เพื่อการเป็น ICONIC มันต้องเป็นอะไรที่ง่ายๆ เช่น เป็นเส้น เป็นรูปทรงเรขาคณิต เป็นตัวเลขตัวอักษร หรือเป็นคน,สัตว์,สิ่งของพื้นฐาน เป็นต้น

Campbells_Marlboro_Packaging_Design

ข้อที่ 2. ต้องเลือกใช้สีพื้นฐาน

สีเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างการจดจำได้ ผมเคยเขียนเรื่องของสีไปเมื่อประมาณปีที่แล้ว (ท่านหาอ่านได้จากนิตยสาร SMEs PLUS เล่มเก่าๆได้) แต่สีที่จะใช้นั้นถ้าเป็นไปได้ควรจะต้องใช้เป็นสีหลัก(แดง เหลือง น้ำเงิน) หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็พออนุโลมสีรองก็ได้(ส้ม เขียว ม่วง) เช่น บรรจุภัณฑ์ Marlbolo ที่เป็นรูปตัว M แหลมๆ สีแดง, ซุป Campbells ที่เป็นแถบขาว แดง, หรือแม้แต่เบียร์ไฮเนเก้น ที่เป็นขวดเขียวตราดาวแดง เป็นต้น

packaging coke iconic historyiconic-absolut-vodka-packaging

ข้อที่ 3. ต้องสร้างทรวดทรง

อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญมากๆที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง ICONIC ได้ก็คือ ทรวดทรงองเอวของบรรจุภัณฑ์ให้แตกต่างจากตลาดแต่ต้องมีความเรียบง่ายอยู่ด้วย ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างทรวดทรงองเอวก็คือ ขวด Coca-Cola, ขวด Absolut Vodka, ขวดซอส Heinz, เป็นต้น

ข้อที่ 4. ต้องกล้าที่จะต่าง

การออกแบบรรจุภัณฑ์ความยากที่สุดก็คือ การบริหารจัดการพื้นที่บนฉลาก ทั้งแบรนด์ก็ต้องการจะใหญ่ให้เห็นชัด อีกทั้งยังต้องการลวดลายเพื่อที่จะสร้าง ICONIC อีก บางทีอาจจะต้องมีรูปผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่เพื่อจะบอกว่าเป็นสินค้าอะไรอีก สิ่งเหล่านี้คือหน้าที่ของนักออกแบบที่ต้องบริหารจัดการพื้นที่ด้วยเหตุผลและหลักการ เพราะว่าเราก็ยังต้องสู้กับคู่แข่งอีกมากมาย ดังนั้นความแตกต่างเสมือนดั่งความท้าทายความรู้ความสามารถของนักออกแบบนั่นเอง แต่ถึงยังไงผู้ประกอบการต้องพึงเข้าใจถึงข้อนี้ด้วย

toberlone packaging design

ข้อที่ 5. ตอกย้ำจุดยืน

เป็นอีกข้อที่จะต้องเตือนสติถึงจุดยืนของการสร้าง ICONIC เสมือนดั่งแบรนด์ช็อกโกแลต Toblerone ที่คงจุดยืนในรูปทรงช็อกโกแลตรูปสามเหลี่ยมมาโดยตลอด จนทุกๆคนจดจำได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งต้องพยายามนำเสนอจุดยืนประชาสัมพันธ์ออกไปในทุกๆช่องทางที่เป็นไปได้ เพื่อตอกย้ำให้ทุกๆคนรับรูปว่าตัวตนของแบรนด์เรานั้นคืออะไร มีอะไรบ้างที่จดจำได้บ้าง ต้องทำบ่อยๆ จนเข้าไปสู่จนสามารถฉายภาพแบรนด์ของเราในใจเค้าได้ จึงถือว่าประสบความสำเร็จ

Iconic-brand-guideng

บางทีท่านอาจจะไม่สามารถใช้ได้ในทุกๆข้อ ก็ไม่เป็นไรครับ เพียงแต่ถ้าใช้ได้ทุกๆข้อนั้น พลังความเป็น ICONIC มันก็จะแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความเป็นจริงนั้นอาจทำได้ยาก เจ้าของแบรนด์คงต้องพิจารณาเป็นข้อๆไป ว่าข้อไหนเหมาะสมกับแบรนด์ของเราบ้าง หรือข้อไหนจะใช้ในสื่อไหน เป็นต้น แบรนด์ของท่านจะกลายเป็นแบรนด์ที่มีหลักการและแนวทางที่ชัดเจนต่อไป ขอบคุณครับ^^

เครดิต : SMEs Plus

Filed under: Idea Packaging, Other, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , ,

ดารา พารวย จริงเหรอ…???

วันนี้จะมาเล่าเรื่องที่หลายๆคนอยากรู้ ดูเสมือนไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเองก็คือ เรื่องของดารา แต่ผมไม่ได้จะเล่าในแนว Gossip ซุบซิบดารานะครับ ผมจะพูดในเชิงของดารา พาแบรนด์เรารวยได้จริงเหรอ….???

Celebrity_Marketing_RT

จริงๆแล้วนะครับดารานั้นค่อนข้างที่อยู่คู่คนไทยมากๆ โดยเฉพาะละครดังหลังข่าว หนังภาพยนตร์ เกมส์โชว์ หรือแม้แต่งานอีเว้นท์ อีกทั้งยังมาปรากฎให้เราเห็นตามหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ในอินเตอร์เน็ต และยังตามมาหลอกหลอนเราจนกระทั่งเราไปซื้อของตามซุปเปอร์มาร์เก็ตกันเลยทีเดียว ทุกวันนี้เรียกได้ว่าดาราได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว เค้าเสมือนดั่งเพื่อนนำทางของเรา ทั้งนำทางในเรื่องการกิน เช่น เค้าก็ไปเป็นตัวแทนสินค้า (Presenter) พยายามบอกเราว่า สินค้านี้ดีอย่างงั้นอย่างงี้ หรือเรื่องการอยู่ เช่น เค้าบอกเราว่าอยู่ที่นี่ ซื้อบ้าน ซื้อเครื่องนอนแล้วมีความสุข หรือเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ เช่น ทำประกันชีวิตแบบผมแล้วดีอย่างนู้นนี้นั้น ก็ว่ากันไป เห็นมั้ยครับดารานี่เปรียบเสมือนเพื่อนเราจริงๆนะครับ บางทีผมว่าเราเห็นหน้าดารามากกว่าเราเห็นหน้าแฟนของเราเสียอีก

เข้าเรื่องดีกว่า ดาราหรือบุคคลรู้จักนะครับ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. Celebrity Endorsers คือ บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการต่างๆ
2. Person Endorsers คือ บุคคลทั่วๆไปที่มีรูปร่างหน้าตาดี แต่อาจยังไม่เป็นที่รู้จัก

ขั้นตอนการเลือกดารามันมีหลายหลายตำรา หลายสำนัก ในการเลือก แต่ตำราผมมี 4 อย่างที่สำคัญและเข้าใจง่ายๆ คือ
1. คุณจะใช้ดารามาช่วยอะไรให้คุณ
2. ถ้าจะเลือกดาราอย่างถูกต้อง ต้องหาข้อมูลว่าดาราทั้งหมด คนไหนเหมาะสมกับคุณที่สุด
3. คุณคิดอย่างไรกับเงินก้อนใหญ่ที่จะโฆษณาดาราและสินค้าของคุณเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นบ้าง
4. พิจารณาจากระยะเวลาที่เหมาะสม
ลองมาดูว่าดาราดาราหญิงค่าตัวสูงสุดในปีที่แล้ว ขอขอบคุณข้อมูลจากกระปุกดอทตอม

อันดับ 1 อั้ม พัชราภา โฆษณา 8.6 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 2 ชมพู่ อารยาโฆษณา 7.5 ล้าน / ชิ้น

อันดับ 3 พลอย เฌอมาลย์ โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 4 แอน ทองประสมโฆษณา 6 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 5 แอฟ ทักษอร โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 6 นุ่น วรนุช โฆษณา 5.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 7 เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 8 แพนเค้ก เขมนิจ โฆษณา 5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 9 ญาญ่า อุรัสยา โฆษณา 4.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 10 มิน พีชญา โฆษณา 4.5 ล้านบาท / ชิ้น

ข้อดีของการใช้ดารามาโฆษณา ก็คือ
1. Credibility (ความน่าเชื่อถือ) แปลว่า ใช้คุณสมบัติของตัวดารามาสร้างความมั่นใจ (Confidently), ความเชื่อถือ (Believe) และความไว้วางใจ (Trust) เช่น นางงามจักรวาล นาตาลี เกลโบวา มาโฆษณาเครื่องสำอาง BSC, พีท ทองเจือ เป็นดารานักแข่งรถโฆษณา ปตท. หรือแม้แต่ ลิโอเนล เมสซี่ โฆษณา อาดิดาส  เพราะว่าเสมือนดั่งดาราคนนั้นใช้ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

adidas-F50-adiZero-1_1200x870
2. Brand Linkage (ความเชื่อมโยงของแบรนด์กับดารา)  คือ เมื่อไรที่เห็นดาราคนนี้จะนึกถึงแบรนด์นั้นๆได้ทันที เช่น น้าแอ๊ด คาราบาว โฆษณาคาราบาวแดง , นุสบากับลูกๆ พรีเซนเตอร์โฆษณานมผงดูเม็กซ์, ไมเคิล จอร์แดน เป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ไนกี้ เมื่อไรที่เห็นไมเคิล แทบจะแยกความเป็นไนกี้ไม่ออกเลยทีเดียว หรือ กีกี้ ศักดิ์ นานา นักดริฟท์รถชื่อดังโฆษณาเครื่องดื่มกระทิงแดง

Michael_Jordan_Wings_6_by_creative_360mj sponsor
3. Attractiveness (การสร้างเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ) คือ สร้างแรงดึงดูด หมายความว่าตามปกติแล้วการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ มันก็เสมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูดอยู่แล้ว และยิ่งเลือกพรีเซนเตอร์ที่โดนๆและดึงดูด มันก็จะสร้างความน่าสนใจได้ยิ่งๆขึ้นไปอีก เช่น บัวขาว โฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า, ตุ๊กกี้ โฆษณาซันซิล, ณเดชน์ ญาญ่า โฆษณามันฝรั่งเลย์ เป็นต้น
Banner Pancake

โมเดลการตลาดแบบที่ใช้ดารานี้ได้ถูกนำมาพัฒนาและลบจุดอ่อนต่างๆของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง อาจมีการใช้ชื่อเสียงของดารานั้นๆ เป็นเพียงตัวจุดพลุให้เกิดความสนใจในระยะแรก พูดง่าย ๆ คือถ้าใช้งบประมาณทางการตลาดเท่า ๆ กัน สินค้าของดาราจะได้เปรียบกว่า เพราะนอกจากชื่อเสียงของดารา ที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจในสินค้าแล้ว ตัวดาราเองยังได้ฟรีมีเดียเยอะ จากการไปออกรายการทีวี รายการ Gossip ต่างๆ หรือจากการให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ ซึ่ง หลังจากนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือต้องหันไปปรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ โดยเป้าหมายทางการตลาดให้สินค้าเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง

ถือว่าไม่ใช่เล่นๆนะครับสำหรับการจะจ้างดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ สำหรับธุรกิจ SME ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นต้องลองชั่งใจ คำนวณความคุ้มค่าต่างๆดูว่า สมควรจะนำดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์เรารึเปล่า บางทีท่านอาจต้องเลือกดาราให้ดี มิฉะนั้นถ้าแบรนด์เราแขวนอยู่กับดารามากเกินไปบางทีแล้วพฤติกรรมของดาราอาจทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าท่านพังลงชั่วข้ามคืนก็เป็นได้ แต่ในทางกลับกันแบรนด์ต่างๆก็แจ้งเกิดด้วยการใช้ดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ เช่น วุฒิศักดิ์คลีนิก เป็นต้น น่าคิดนะครับ
ปล. ขอบคุณนิตยสาร SMEs Plus

Filed under: Other, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , ,

สร้างชื่อด้านบรรจุภัณฑ์โลกอีกแล้ว!!!! สมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบระดับโลก

คุณแชมป์ สมชนะ กังวารจิตต์ คนไทยระดับโลก สัมภาษณ์รายการ World Class Smart Thai ของกรุงเทพธุรกิจ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับโลกแบบกันเอ๊ง…กันเอง น่ายกย่องในความตั้งใจของเขาจริงๆ ลองมาดูการทำงาน ทีมงาน ความตั้งใจในการทำงานของเขาที่ทำให้คุณสมชนะสามารถทำให้เขาไปสู่ Packaging Designer of the World อย่างแท้จริง

Filed under: Other, Packaging Tips, , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ขนาด…ใครคิดว่าไม่สำคัญ….???

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมจั่วหัวแปลกๆ ฮั่นแน่….!!!!!

ผมรู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ ถูกต้องแล้วครับ….!!!! วันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องของขนาด ขนาด แล้วก็ขนาด ความเป็นจริงแล้วขนาดหรือ ไซส์นั้นมีผลมากจริงๆ ตัวอย่างเทรนด์ปัจจุบันที่ผู้หญิงชอบนักชอบหนาที่ไปทำหน้าอกที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม มันก็ย่อมต้องมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นใจ เรื่องบริหารสเน่ห์ เรื่องกลัวแฟนไม่รัก หรืออีกร้อยแปดเหตุผลตามแต่จะสรรหามา ซึ่งในความเป็นจริงจากผลการวิจัยนั้นได้ระบุชัดเจนว่า 47% ในการมองแวบแรกของผู้ชายมีเป้าหมายที่หน้าอกสาว แสดงว่าเป็นการตอกย้ำสาวๆ ว่าความไม่มันใจเรื่องหน้าอกหน้าใจนั้นแสดงว่าไม่ได้คิดไปเอง

นี่แหละครับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าขนาดนั้นสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายขนาดไหน… !!!!

แค่่เขียนเกริ่นนำ ท่านผู้อ่านก็คงอยากรู้แล้วสิครับว่าเรื่องราวไซส์ๆขนาดๆ เนี่ยมันเกี่ยวอะไรกัน…!!!!!

ในวงการตลาดนั้นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดด้านราค้า ราคา หรือ Price  Strategy มันก็คือ กลยุทธ์ด้านขนาด ( Size )

นี่ไงครับ เห็นมั้ย เริ่มเกี่ยวกันแล้ว…..!!!!

ท่านจะสังเกตเห็นว่าหลากหลายผลิตภัณฑ์จะมีการ เพิ่มหรือลดหรือปรับขนาด กันอยู่บ่อยๆ ครั้ง มันมีที่มาอย่างไรเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังและเข้าใจได้ง่าย ดังนี้

1. Emotional Benefit หรือ ปรับไซส์เพื่อตอบสนองทางด้านความรู้สึกผ่านบรรจุภัณฑ์(Packaging) พูดเป็นทางการแบบนี้ท่านอาจจะงง ผมจะอธิบายให้ฟังตัวอย่างเช่น บริษัท ฟริโต เลย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตมันฝรั่งแผ่นยอดนิยม และเป็นเจ้าตลาดขนมขบเคี้ยว ออกสินค้าใหม่ก็คือ เลย์ ลอง ขนาด 72 กรัม ราคา 25 บาท ซองยาววววขึ้น สูงขึ้น ปริมาณมากขึ้น โดยสิ่งที่เลย์อยากจะพูดนั้นก็คือ “ความสนุก ยาวตลอดทริป” ซึ่งแปลว่าถ้าคุณเลือกซื้อ เลย์ลอง คุณจะสามารถทานอย่างมีความสุขได้ตลอดทั้งการไปเที่ยวเลยทีเดียว สังเกตจากกราฟฟิกและโฆษณาทุกๆอย่างที่ทาง เลย์ เลือกใช้นั้นจะเป็นกราฟฟิกรูปการเดินทาง มีรถแวน, ป้ายเส้นทาง, ถนนหนทาง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สื่อสารในเรื่องของการไปเที่ยวหรือวันพักผ่อนผ่าน Emotional Benefit แบบเต็มๆ อย่างชัดเจนว่า เมื่อคุณออกเดินทางไปไหนก็ตาม เลย์ลองสามารถเป็นความสนุกของคุณตลอดเส้นทางได้ หลังจากที่ เลย์ Launch ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ออกไป โดยใช้กลยุทธ์การปรับไซส์ เพิ่ม Perception ทางด้านความรู้สึก (Emotional) ซึ่งจับต้องไม่ได้ ทำให้ยอดขายของเลย์เพิ่มขึ้นเป็น 200% ซึ่งสูงมากๆในรอบหลายปีเลยทีเดียว

ข้อสังเกตุ ซึ่งตามปกติแล้วนั้น เดิมเลย์จะมีขนาดทั้งหมด 3 ขนาด คือ ขนาด 5 บาท 14 กรัม, ขนาด 10 บาท 29 กรัม, ขนาด 20 บาท 57 กรัม, ขนาด 30 บาท 80 กรัม เลย์จึงพยายามเพิ่มช่วงราคาที่ขาดหายไปให้เต็ม โดยสื่อสารผ่าน Emotional Benefit ออกมา

2. Functional Benefit หรือ ปรับไซส์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคผ่านบรรจุภัณฑ์(Packaging) ตัวอย่างเช่น น้ำดื่มอย่าง เนสท์เล่ เพียวไลฟ์ กับน้ำดื่มช้าง มีการปรับไซส์ให้ขนาดเล็กลง ในราคาถูกลง ขานรับกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการพกพาสะดวก น้ำหนักเบา และเหมาะกับผู้บริโภคต้องการน้ำดื่มในขนาดที่พอรับประทาน ซึ่งได้วางจำหน่ายมาระยะหนึ่งแล้ว ผลตอบรับค่อนข้างดีมาก สังเกตดีๆ จะพบว่า Case Study น้ำดื่มนี้จะเน้น Functional Benefit ก็คือชูการปรับไซส์ลงเพื่อสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคล้วนๆ ขอย้ำเพื่อสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคล้วนๆ และแทบไม่ได้อ้างอิงทางด้าน Emotional เลย นี่ก็เป็นอีก Case หนึ่งที่เป็นการศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มแล้วออกขนาดใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งมันจะแตกต่างจาก Case Study ด้าน Emotional ตรงที่ฝั่ง Emotional จะพยายามสื่อสารผ่านความรู้สึกที่พยายามใส่ลงไปในทุกๆสื่อที่เลือกใช้ผิดกับน้ำดื่มเพียงแค่ปรับไซส์เท่านั้น

เพิ่มเติมอีก Case Study หนึ่งที่ร้อนแรง ณ เวลานี้ ก็คือ สงครามชาเขียวที่ดูจะเล่นกันจนหน้าชาไปหมดแล้วระหว่างเจ้าใหม่อย่างอิชิตัน กับ เจ้าตลาดอย่างโออิชิ ถ้าสังเกตโออิชิยิงขีปนาวุธแรกออกไป ด้วยบรรจุภัณฑ์ใหม่(New Packaging)อย่างกระป๋อง 4 รสชาติ ราคา 15 บาท ขนาด 320 ml. คำถามคือออกมาทำไมเนื่องจากชาด้านในก็เป็นรสเดิม เปลี่ยนแค่บรรจุภัณฑ์ คำตอบก็คือ ช่วยขยาย “พอร์ตสินค้า” ของโออิชิให้ครบถ้วน เพราะเป็นราคาที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง 20 บาท ที่เป็นขวด 500 ml. และ 10 บาท ที่เป็น UHT 250 ml. และยังช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และยังได้เข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่ม และได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะลูกค้าผู้หญิงที่มักต้องการดื่มแค่ครั้งเดียว อีกทั้งยังพยายามขยาย Market Share ในตลาดชาของโออิชิให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เนื่องจาก ในร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 มีคู่แข่งชาหลากหลายไซส์ เช่น ชาอิชิตันขนาด 420 ml. ราคา 16 บาท ชาขาวเพียวริคุ 350 ml. ราคา  13 บาท ยูนิฟกรีนที 350 ml. ราคา 12 บาท ซึ่งครอบคลุมแถบจะทุก Segment ทำให้เจ้าตลาดอย่างโออิชิพยายามอุดให้ครอบคลุมทุกๆราคา นี่ก็เป็นหนึ่งทางของการปรับเพิ่มหรือลดไซส์สินค้า เพื่อเพิ่มไซส์ของแชร์ให้มากยิ่งขึ้น นับเป็นหนึ่งมุมมองทางด้าน Functional Benefit ที่น่าสนใจ


ยังมี Case Study อื่นๆอีกมากมายในเรื่องของ Sizing ถ้าท่านสังเกต ไม่ว่าจะเป็น นมถั่วเหลืองแล็คตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร, เบียร์ไฮเนเก้นรุ่นกระป๋องสูง จุใจ ขนาด 500 ml. ในราคา 55 บาท จากขนาดเดิมคือ 330 ml. หรือจะเป็นพวกขนมสแน็คต่างๆ ที่เพิ่มขนาด เพิ่มความคุ้มค่าเยอะแยะมากมายในตลาด หรือแม้แต่มุมมองในเรื่องตลาดรถยนต์ประเภทต่างๆ ทั้งรถเก๋ง, รถSUV, รถ Eco-Car เป็นต้น ก็เป็นการปรับไซส์ให้เหมาะสมกับความต้องการทั้งนั้น

ตามปกติแล้วในตลาดนั้นจะควบรวมกันทั้งสองมุมระหว่าง Emotional Benefit หรือ Functional Benefit ให้ไปพร้อมๆกัน อย่างแยกออกไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่อง Emotion จะเด่นมากกว่าหรือ Function จะเด่นน้อยกว่า ก็ต้องพิจารณาจากความเหมาะสมในมิติของแบรนด์และผลิตภัณฑ์หลายๆด้าน มา weight กันแล้วค่อยทำการตัดสินใจ ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่างแค่เรื่องการปรับ Size มุมเดียวเท่านั้นจาก กลยุทธ์การตลาดอีกมากมาย

เห็นมั้ยครับว่า ผมบอกแล้วว่า “ขนาด…..สำคัญขนาดไหน” ผมว่าผมจะลองไปเพิ่มขนาดดูครับ 5555

ขอขอบคุณ : นิตยสาร SMEs PLUS คอลัมน์ Idea Cafe ของคุณสมชนะ กังวารจิตต์

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์เทศกาลแบบชัดๆ ชมๆ

ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ วาเลนไทน์ คริสมาสต์ ตรุษจีน หรือเทศกาลอื่นๆ ก็มักจะมีการมอบของมีค่า มีความหมาย ให้ผู้อื่นในโอกาสที่เป็น วันสำคัญต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองนักการตลาดจึงเร่งหาวิธีการขายสินค้าผ่านช่วงเวลาเทศกาลให้สามารถกอบโกยผลกำไรให้ได้มากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ การทำตลาดผ่านช่วงเวลาและฤดูกาลนั้นจะเรียกกันว่า “Seasonal Marketing” หรือ “Celebrate Marketing” เป็นกลยุทธ์การทำตลาด ตามฤดูกาล ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สร้างสีสันทางการตลาดได้เป็นอย่างดีในช่วงระยะเวลาอันจำกัด และเป็นการทำตลาดช่วงที่เหนื่อยน้อยที่สุด แต่ยอดขายเติบโต สูงที่สุด จริงๆแล้วกลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่คลาสสิกมากๆ แบรนด์ดังๆหลายๆแบรนด์จะใช้ช่วงเวลานี้ในการทำโปรโมชั่น เพิ่มยอดขาย หรือแม้แต่ การออกสินค้าใหม่ๆ เนื่องจากผู้บริโภคอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับจ่ายใช้เงินอยู่แล้ว โดยมีเทศกาลต่างๆ มากำหนดความต้องการไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ ,ตรุษจีน ,กินเจ ,วาเลนไทน์ ,คริสต์มาส ,ฮาโลวีน และสงกรานต์ เป็นต้น หนึ่งในหนทางที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้ง่ายที่สุด และลงทุนน้อยที่สุด นั่นก็คือ บรรจุภัณฑ์ หรือ แพคเกจจิ้ง นั่นเอง ตามปกติแล้วบรรจุภัณฑ์เองนั้น มีหน้าที่ของมันก็คือการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า และแบรนด์ แต่มีอีกหน้าที่หนึ่งของบรรจุภัณฑ์ที่จะลืมไป เสียไม่ได้ก็คือ Occasion Packaging แปลว่า บรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ โดยจะแบ่งเป็นข้อๆแยกแยะให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ 1. ใช้วิธีการปรับหรือเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นไปตามวาระนั้นๆ เช่น เทศกาลกินเจ นมถั่วเหลืองไวตามิลค์ ออกไวตามิลค์สูตรเจ เพื่อรับมือกับความต้องการในช่วงเทศกาลการกินเจ โดยทำให้ไวตามิลค์ออกบรรจุภัณฑ์ พิเศษสำหรับสูตรเจ ทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ไม่เพียงแต่ไวตามิ้ลค์ที่จับกระแสช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น ยังมีกลุ่มพวกเครื่องปรุงรส ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กสมบูรณ์ หยั่นหว่อ หยุ่น เข้ามาเล่นในช่วงเทศกาลกินเจอีกด้วย รวมทั้งแบรนด์ขนมอย่างเถ้าแก่น้อย และ มันฝรั่งกรอบตราโปเต้ ก็เข้ามาเหมือนกัน ถือเป็นเทศกาลที่สนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

เทศกาลวาเลนไทน์ โออิชิเปิดตัวชาเขียวกลิ่นสตรอเบอรี และนับเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปีที่โออิชิทำตลาดในช่วงวาเลนไทน์ โดยปีแรกเปิดตัว ชากุหลาบ ปีที่สองเปิดตัว ชารสซากุระ ซึ่งออกมากระตุ้น Variety ของสินค้าได้ดี ยังมีแบรนด์ที่เป็นไอดอลของวาเลนไทน์อย่างลูกอมรูปหัวใจอย่างฮาร์ทบีท ก็เปิด ตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ “ห่อลูกอมมหัศจรรย์” ที่เขียนบอกความในใจลงบนบรรจุภัณฑ์ได้ด้วยมือของตัวเอง โดยทางฮาร์ทบีทนั้นต้องการสร้าง Gimmick หรือ ลูกเล่นใหม่ๆ ต้อนรับยอดขายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์ ซึ่งผลตอบรับถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ

2. ใช้วิธีการจัด หรือรวมหน่วยสินค้า ตรงนี้เองถือเป็นข้อดีที่บรรจุภัณฑ์สามารถสร้างให้เกิดโอกาสในการขายตามวาระต่างๆได้อีกมาก ตัวอย่าง ชัดๆและเห็นเป็นรูปธรรมก็คือ บรรจุภัณฑ์แบรนด์รังนกเนื้อทองที่ขายเป็น Giftset ในเทศกาลวันแม่ สามารถสร้างยอดขายกว่า 3.5 ล้านบาท และขายหมดภายในสัปดาห์เดียว หรือแม้แต่แบรนด์ซุปไก่ที่จัดเป็น Set ขายในกระเช้าตะกร้าสานหลากหลายขนาด ก็ยังนิยมไม่เสื่อมคลาย ตรง นี้เองจะเห็นว่าเพียงแค่การรวมหน่วยของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าชนิดเดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่หนึ่งขวด มาแพ็ครวมกันเป็น 6 ขวด หรือจะเป็นการรวมหน่วยสินค้าหมวดหมู่เดียวกัน เช่น แบรนด์ซุปไก่สิบขวด มาแพ็ครวมกับผ้าอ้อมเด็ก และถุงมือเด็ก ็เพื่อบำรุงคุณแม่ที่เพิ่งคลอด ลูกมาหมาดๆ แบรนด์บิสกิตขนาดใหญ่อย่างโอรีโอก็ไม่น้อยหน้า จับสินค้าของตนเองมารวมหน่วยแล้วขายตามเทศกาล เช่น แพ็ครวมโอรีโอรส สตรอเบอรี่ขายในเทศกาลวาเลนไทน์ หรือ แพ็ครวมโกลเด้นโอรีโอขายในเทศกาลตรุษจีน เป็นต้น นี่คือหนึ่ง มุมเพียงแค่การรวมหน่วยสินค้า ก็สามารถสร้างโอกาสในการขายสินค้าได้อีกมากมาย

3. ใช้วิธีการสร้างบรรจุภัณฑ์ให้เป็น Limited Edition คือ พยายามสร้างให้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นของที่หายาก ผลิตมาจำนวนจำกัด ทำให้บรรจุภัณฑ์ นั้นมีคุณค่า น่าสะสม ยกตัวอย่างเช่น โค้กเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันฟุตบอลโลกออกกระป๋องรุ่นบอลโลกลวดลายต่างๆแบบ Limited Edition เพราะเนื่องจาก Campaign ของบอลโลกนั้นมีระยะเวลาที่จำกัดจึงทำให้กระตุ้นยอดขายกลุ่มนักสะสมอีกด้วย เพราะคนที่เค้าสะสมกระป๋องโค้กนั้น เค้าให้คุณค่ากับเรื่องนี้มากๆ ถึงกับกระป๋องโค้บางรุ่นนั้นมีราคาเหยียบแสนบาทกันเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่ามุมมองของบรรจุภัณฑ์นั้นมีมิติของการสร้างยอดขายอยู่อีกมาก ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างที่นำเสนอในบทความนี้นั้นเป็นมุมมอง ของบรรจุภัณฑ์ตามวาระต่างๆ ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้ ซึ่งอยากให้ทาง SME ทั้งหลายหันมาตระหนักและใส่ใจกับกลยุทธ์ขั้นพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อจะได้ต่อยอดกลยุทธ์อื่นๆได้อีกมากมาย และจะทำให้ SME อย่างเราๆนั้นกลายเป็น SME ที่มีศักยภาพในที่สุด

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , ,

เชื่อแล้ว!!! Evian น้ำแร่กับการสร้างแบรนด์แบบชั้นยอด

วันนี้ Packaging City จะมา Review ถึงน้ำแร่ Evain ที่ใช้นักออกแบบระดับโลกในการสร้าง Limited Collection แบบ Exclusive เพื่อที่จะผูกแบรนด์ให้ติดไปกับชื่อเสียงของนักออกแบบระดับโลก รวมทั้งจะได้สร้าง Image ของแบรนด์ให้ดูมี Style และตอกย้ำความเป็นผู้นำมากกว่าน้ำแร่อื่นๆได้

โดยขวดน้ำแร่เอเวียงรุ่น Limited Edition เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2003-2004   เป็นคอนเซ็ปต์ “Water Drop Shape”  หรือ  ขวดรูปหยดน้ำปี 2005-2007 เป็นคอนเซ็ปต์ “ French Alps Shape”  ่หรือ ขวดรูปภูเขา และจุดเปลี่ยนที่ทำให้เอเวียงได้รับการจับตามองมากขึ้นคือเมื่อปลายปี 2007 ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ฝรั่งเศสชื่อดัง Christian Lacriox ด้วยรูปทรงหรูหราและดูมีคุณค่าน่าสะสมมากขึ้น

ในปี 2008 Jean Paul Gaultier นักออกแบบแฟชั่น ได้รังสรรค์ลวดลายลงบนขวดแก้ว โดยงานสื่อถึงความเยาว์วัย สดใสลงบนขวดน้ำแร่ธรรมชาติ Evian ที่บอกเล่าถึงน้ำแร่บริสุทธิ์อันทรงคุณค่าสุดแสนจะพรรณา ในสไตล์โมเดิร์น ประกอบกับตัวอักษรขนาดใหญ่ที่โอบล้อมรอบขวด เกิดเป็นลูกเล่นแสงโปร่งใสและลวดลายลวงตา น่าสนใจ สมแล้วที่เป็นฝีมือระดับพระกาฬ

ในปี 2009 เป็นความร่วมมือกับนักออกแบบแฟชั่นระดับโลกกับน้ำแร่ Evian, Evian ได้เลือกหนึ่งในนักออกแบบที่มีชื่อเสียงและ Style ชัดเจนมากๆ ผู้ซึ่งมี Sense ของความสนุกและมองโลกในแง่ดี ซึ่งเค้าคนนั้นก็คือ Paul Smith นี่เอง

Evian ขวดใหม่ได้รับการออกแบบที่พิเศษเฉพาะตัวโดยใช้สีในแบบรื่นเริงสดใส โดยใช้ลายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith ซึ่งหรูหราและตอกย้ำความบริสุทธิ์ของน้ำแร่ธรรมชาติจากเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส

ในปี 2010 ที่ผ่านมา เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Evian กับ Issey Miyake ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นชื่อดังระดับโลกดีไซน์ Limited Collection ทั้งหมด 4 ขวด จำกัด ซึ่งขวด Limited Edition Evian นั้นจะเริ่มขายก่อนที่ www.ShopEvian.com

Evian น้ำแร่ธรรมชาติได้ร่วมมือกับแฟชั่นไอคอนที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Issey Miyake ที่เอกลักษณ์รูปแบบใหม่ ๆ และเรียบง่าย การออกแบบขวดใหม่ของเขานั้นได้แรงบันดาลใจจากการตกแต่งด้วยดอกไม้แห่งจินตนาการซึ่งส่องแสงเจิดจรัสดั่งน้ำแร่ โดยบนขวดนั้นจะมีเขียนว่า Pleats Please ซึ่งเป็นเสมือนลายเซ็นต์ของ Issey งาน Issey ชิ้นนี้ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยนั้น มีความดึงดูด ทำให้เกิดความสนใจของประชาชนที่ใส่ใจแฟชั่นทั่วโลกจริงๆ

Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Case Study Emonergy เครื่องดื่มคนรุ่นใหม่…..จริงเหรอ??

เมื่อปลายปี 2010 มาจนถึงต้นปี 2011 ตลาด Functional Drink กำลังเป็นที่นิยมมากๆในประเทศไทย และมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น และแตกออกเป็น Sub-category ย่อยๆออกไปอีก ทำให้มีการแก่งแย่งชิ้นเค้ก 2 พันล้านก้อนนี้อย่างมาก ทั้งเจ้าตลาด Functional Drink ตัวจริงอย่าง Beauti Drink ของบริษัท ทรัพย์อนันต์ ก็ออกสินค้าใหม่ เช่น Smarti Drink ,Beauti Drink M และมีแนวโน้มจะออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแบรนด์อื่นๆเช่น กระทิงแดง ก็ออกเครื่องดื่ม เรดดี้ มาอย่างก็ไม่น้อยหน้ากัน

ค่ายโอสถสภาเอง ก็หันมาปั้นสินค้า Functional Drink ตัวใหม่อย่างอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ (Emonergy Drink) หลังจากปั้นเปปทีนประสบความสำเร็จมาอย่างล้นหลาม ซึ่งตัวสินค้า Emonergy Drink นั้น มีส่วนผสมของน้ำองุ่นขาว 12% ซึ่งออกมา 2 รสชาติ คือ สีชมพู Bright & Beauty (สำหรับผู้หญิง) สีฟ้า Fit & Firm (สำหรับผู้ชาย) เจาะกลุ่มเป้าหมายประเภทวัยรุ่นยุคใหม่ จำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นที่แรก

แบรนด์ Emonergy Drink นั้นเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการลงไปอย่างตัวขวดสีชมพู Bright & Beauty หลักๆจะช่วยบำรุงผิวขาว ชะลอแก่ ส่วนสีฟ้า จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้พลังงาน เป็นต้น นอกจากนี้ทางโอสถสภาได้คาดหวังกับโปรดักส์ตัวนี้เป็นอย่างมาก โดยมีการทุ่มงบประชาสัมพันธ์สินค้าผ่าน TVC และรายการวิทยุวัยรุ่นต่างๆ, มีการทำ Road Show, ซื้อสื่อ Ambient ในสยามสแควร์, แจก Sampling ตามแหล่งวัยรุ่นเช่น คอนเสิร์ต Super Junior และสุดท้ายก็เล่นกับ Promotion ของเซเว่น เป็นต้น ถือได้ว่าทุ่มทุนสร้างมากๆ

ทาง Packaging City จึงต้องขอมาร่วมแชร์และวิเคราะห์มุมมองของบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ของตัว Emonergy Drink กัน

1. Naming : การตั้งชื่อ “Emonergy” ถือว่าทำได้ดี เป็นการรวมคำระหว่าง Emotion(ความรู้สึก)+Energy(พลังงาน) ทำให้บ่งบอก Benefit ของสินค้าได้อย่างชัดเจน

2. Brand : ตัวโลโก้ของ Emonergy นั้นมีการใช้คำว่า Emo มาเล่นกับ Gimmick หน้าตาของความรู้สึกได้ดี น่าสนใจ ทำให้แบรนด์ใหม่นั้น จดจำได้ และเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น

3. Material : เลือกใช้ขวดแก้ว ซึ่งให้ความเย็นในตัวผลิตภัณฑ์ได้ดี แต่สีสันของตัวขวดนั้นฉูดฉาดเกินไป ทำให้ Contrast กับตัวคุณประโยชน์ที่ Emonergy โฆษณาเอาไว้

4. Graphic : กราฟฟิกนั้นไม่บ่งบอกถึงสรรพคุณของสินค้าอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งกราฟฟิกนั้นดูเสมือนปีศาส และจาก Research พบว่าคนทั่วไปจะ Reference ถึงลูกอมปีศาสที่เคยมีมาก่อน

5. Gimmick : มีการใช้ Gimmick ของ AR Technology ใต้ฝาของอีโมเนอร์จี้ ดริงก์ และมีการใช้ Game Online มากระตุ้นแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค

6. Price Point : 20 บาท 150 มล. ถือว่าแพง เพราะ Perception ของผู้บริโภคจะเทียบกับเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งราคา Average จะอยู่ที่ 10 บาท

นี่อาจจะเป็นบทพิสูจน์นักการตลาดของโอสถสภาว่าจะฝ่าความรู้สึกของกลุ่มผู้บริโภคที่แนบโน้มจะ Health Concern ขึ้นเรื่อยๆหรือไม่ เพราะหลาหลายสิ่งในตัวบรรจุภัณฑ์ของ Emonergy นั้นดูไม่เข้ากับคุณประโยชน์ที่ได้รับเลย ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นทางโอสถสภาคงต้องพยายามที่จะทุ่มโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้มากๆเพื่อที่จะบอกถึงสาระในตัวสินค้าที่ได้นอกเสียจากแค่ Lifestyle เพียงอย่างเดียว คงต้องคอยดูกันว่าการทำงานของนักการตลาดของโอสถสภาใน Catergory นี้จะต้องทุ่มเม็ดเงินลงไปเท่าไรจึงจะประสบความสำเร็จ ฉะนั้นชาว Packaging City ต้องติดตาม


Filed under: Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , , , , ,

Join to Fan Page