Packaging City

Packaging Design Knowledge Center

Co-Branding โคแบรนด์ดิ้ง มิใช่โคบาล

ยุทธวิธี Co-Branding มันหมายความว่าอย่างไรล่ะเนี่ย..!!!! มันคือคาวบอย โคบาล รึป่าว..???

ไม่ใช่ครับผม มันคือ โค-แบรนด์ Co-branding หรือ Dual Branding จริงๆก็คือ ความร่วมมือกันจับมือกันระหว่างสองแบรนด์ องค์กร บริษัท หรืออาจจะมากกว่า 2 แบรนด์ก็ได้ โดยใช้จุดแข็ง หรือความชำนาญของแต่ละแบรนด์มาผนึกกำลังกันสร้างสินค้าบริการให้อยู่ภายใต้ผลิตภัณฑ์เดียวกัน เช่น บริษัท A เชี่ยวชาญด้านไอที และบริษัท B ชำนาญด้านการตลาด มีฐานลูกค้ารองรับ ได้ร่วมมือกัน ใช้ศักยภาพของทั้ง 2 บริษัท สร้างสรรค์สินค้าและบริการ ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์โดยใช้แบรนด์ร่วมกัน พูดอาจเข้าใจยากเอาเป็นว่าตัวอย่าง

Co Branding Packaging

เช่น Apple และ Nike ที่เคยร่วมกันทำ Nike + ipod sport kit มันคือนวัตกรรมใหม่ของอุปกรณ์เสริมเพื่อการวิ่ง พูดง่ายๆก็คือ เอาอุปกรณ์นี้ไปติดที่กับรองเท้าไนกี้รุ่นพลัส และเอามาเชื่อมต่อกับ iPod เพื่อรายงานการวิ่งประมาณนั้นครับ ซึ่งการจับมือครั้งนี้นับว่าประสบความสำเร็จในการเลือกจับคู่แบรนด์ได้เหมาะสม ทั้งในแง่ของ แบรนด์ที่มีการพัฒนาด้านนวัฒกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอและยังมีฐานลูกค้าสูงทำให้ศักยภาพของทั้งสองแบรนด์ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ออกมาได้รับความนิยม และประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

cobranding-nike_ipod_sportkit

อย่างไรก็ดีลักษณะของการทำ Co-Branding มีหลายรูปแบบมาก

1. Ingredient Co-branding การใช้ส่วนประกอบของแบรนด์นึง ในการร่วมผลิตสินค้ากับอีกแบรนด์หนึ่ง และใช้ตราสินค้าร่วมกัน เช่น Dell computer กับ Intel processors คอมยี่ห้อ Dell แต่ชิพประมวลผลของ Intel เป็นต้น เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการนำส่วนประกอบของแบรนด์อื่นๆ มาผสมกับแบรนด์เราเอง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งมากขึ้น
Dell-Intel-co-branding
2. Joint Venture Co-branding การร่วมมือกันระหว่างบริษัทตั้งแต่ 2 บริษัท หรือมากกว่านั้น โดยกำหนดกลยุทธ์ร่วมกัน และมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น การวางแผนการตลาดร่วมกันของสายการบินไทย กับซิตี้แบงค์ เพื่อให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตสะสมคะแนนแลกไมล์ในการใช้บริการสายการบินไทย เป็นต้น

Citibank-Cebu-Pacific-Card-Visa-Platinum
3. Same –company Co-branding คือ ภายในบริษัทเดียวกัน ที่มีผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัว ต้องการที่จะทำรายการส่งเสริมการขายร่วมกัน เช่น สินค้าในเครือ P&G จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายให้กับห้างสรรพสินค้า ทำรายการซื้อสินค้าในเครือ P&G ครบตามจำนวนจะได้รับของสมนาคุณ หรือ เห็นชัดๆอย่างมหกรรมลดราคาของ Unilever ไชโย SALE เป็นต้น

Unilever
4. Multiple Sponsor Co-branding คือ การใช้ความร่วมมือกันจากหลายๆ แบรนด์เพื่อสร้างเครือข่าย และผนึกกำลังช่วยส่งเสริมกันระหว่างแบรนด์ โดยอาศัยความชำนาญที่แตกต่างกันได้มาพัฒนา เช่น การจับมือกัน 3ฝ่าย ระหว่าง Jet Airway + VISA + ICICI Bank เป็นต้น

VISA-Jet-Airway-ICIC

จากตัวอย่างและรูปแบบทั้งหมดข้างต้นนั้น ผมนำมาย่อยให้ท่านได้เห็นเป็นกลยุทธ์วิธีในการทำ Co-brand เป็น 4 ประการ เพื่อท่านจะได้เลือกใช้ได้อย่างง่ายดาย
1.Reaching in เน้นการเข้าถึงส่วนแบ่งทางการตลาด โดยการเลือกหุ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มศักยภาพต่อแก่นของแบรนด์ตัวเองให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น ตัวอย่างข้างต้น ก็คือ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ Dell เลือกร่วมมือกับ Intel ในการร่วมผลิตด้วย เนื่องจากลูกค้ามีความเชื่อและมั่นใจในประสิทธิภาพของ ระบบประมวลผลของ Intel จึงเป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าของแบรนด์สินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือบริษัทขนมขบเคี้ยวชื่อดังค่าย Frito-Lay ได้จับมือกับน้ำอัดลมเปิดตัว ชีโตสรสเมาเทนดิว (Mountain Dew Cheetos) และชีโตสรถเป๊ปซี่ เป็นสแน็กที่น่าสนใจไม่น้อยและสามารถกอบโกยยอดขายได้อย่างง่ายดาย

เมาเทนดิว-ขนม-บรรจุภัณฑ์เป๊ปซี่-ชีโตส-บรรจุภัณฑ์-COBRANDING

2.Reaching out เน้นการเข้าถึงช่องทางการตลาดใหม่ โดยเลือกหุ้นส่วนที่นอกจากเพิ่มศักยภาพของแบรนด์แล้ว ยังต้องเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ด้วย ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกร่วมมือกับแบรนด์สินค้า และผู้ให้บริการอื่นๆ เพื่อตอบสนองลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้านค้าได้สะดวกและครบถ้วนมากที่สุด One-stop service นอกจากนั้น ยังช่วยเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพราะมีการให้บริการที่หลากหลายภายในร้านเดียว นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ McDonald’s McFlurry กับ Kitkat รวมมือกันพัฒนาสินค้าในรสชาติใหม่ และยังสามารถปรับช่วงเวลาในการซื้อสินค้าของทั้งสองประเภทได้อย่างลงตัว เนื่องจากเดิม Kitkat เป็นของว่างทานเล่น ต่างจาก McDonald’s ที่ไว้ทานเป็นมื้ออาหาร เมื่อทั้งสองมารวมกันเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ นับว่าลงตัวและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างดี หรือแม้แต่ Adidas จับมือกับยาง Good Year ออกรองเท้ารุ่นพิเศษที่ใช้ยางจากล้อรถ Good Year เป็นต้น

Goodyear-Adidas-อาดิดาส

3.Reaching up เน้นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Image) และทำให้แบรนด์ดูมีคุณค่าเพิ่มขึ้น (Brand Value) ตัวอย่างเช่น การให้บริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้ค้าออนไลน์ในอินเทอร์เน็ตมักจะประสบปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือในการชำระเงินสินค้า ดังนั้น การร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Paypal ในด้านการชำระสินค้าก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ตัวเอง ซึ่งมีผลต่อลูกค้าได้เชื่อมั่นในสินค้าและบริการ และเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ตัวเองมากขึ้น

Payment_logo-Verify

4.Reaching beyond เน้นการพัฒนาต่อยอด โดยเลือกหุ้นส่วนที่มีความแข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์ และมีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ด้วย ตัวอย่างเช่น Credit card ร่วมมือกับ MasterCard และ Visa สร้างเครือข่ายขยายตลาดสินค้าและการบริการไปยังสถาบันการศึกษา หน่วยงานการกุศลต่างๆ ผู้ให้บริการด้านรถยนต์ ปั้มน้ำมัน สายการบิน ที่พัก และร้านค้าต่างๆ โดยผู้ใช้บริการบัตรเครดิตสามารถใช้ Reward card ในการรับสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งกลยุทธ์นี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

การทำ Co-brand ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ แต่การทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ขึ้นกับแต่ละแบรนด์ที่ร่วมมือกันว่าจะสามารถช่วยเพิ่มคุณค่าของแบรนด์ให้ต่อกันได้มากน้อยเพียงใด โดยอาจจะประเมินจากศักยภาพของกลุ่มลูกค้าหลังจากที่ได้ทำการ Co-branding แล้วว่ามีผลตอบรับเป็นอย่างไร ทั้งนี้ขึ้นกับทัศนคติ มุมมองที่ลูกค้ามองเข้ามาต่อการรวมแบรนด์ใหม่ ด้วยว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และตอบสนองความต้องการ ความพึงพอใจของลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม การทำ co-brand ก็อาจมีปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน เพราะถ้าเกิดแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งได้รับผลกระทบ ก็จะส่งผลไปยังอีกแบรนด์เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการต้องประเมินถึงข้อดีและข้อเสียของการรวมแบรนด์ว่าคุ้มค่ากว่าการสร้างแบรนด์เดียวหรือไม่ ขอบคุณครับผม^^

credit : SMEs Plus Column Idea Café

โฆษณา

Filed under: Idea Packaging, Other, , , , , , , , , , , , , , ,

ดารา พารวย จริงเหรอ…???

วันนี้จะมาเล่าเรื่องที่หลายๆคนอยากรู้ ดูเสมือนไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเองก็คือ เรื่องของดารา แต่ผมไม่ได้จะเล่าในแนว Gossip ซุบซิบดารานะครับ ผมจะพูดในเชิงของดารา พาแบรนด์เรารวยได้จริงเหรอ….???

Celebrity_Marketing_RT

จริงๆแล้วนะครับดารานั้นค่อนข้างที่อยู่คู่คนไทยมากๆ โดยเฉพาะละครดังหลังข่าว หนังภาพยนตร์ เกมส์โชว์ หรือแม้แต่งานอีเว้นท์ อีกทั้งยังมาปรากฎให้เราเห็นตามหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ในอินเตอร์เน็ต และยังตามมาหลอกหลอนเราจนกระทั่งเราไปซื้อของตามซุปเปอร์มาร์เก็ตกันเลยทีเดียว ทุกวันนี้เรียกได้ว่าดาราได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว เค้าเสมือนดั่งเพื่อนนำทางของเรา ทั้งนำทางในเรื่องการกิน เช่น เค้าก็ไปเป็นตัวแทนสินค้า (Presenter) พยายามบอกเราว่า สินค้านี้ดีอย่างงั้นอย่างงี้ หรือเรื่องการอยู่ เช่น เค้าบอกเราว่าอยู่ที่นี่ ซื้อบ้าน ซื้อเครื่องนอนแล้วมีความสุข หรือเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ เช่น ทำประกันชีวิตแบบผมแล้วดีอย่างนู้นนี้นั้น ก็ว่ากันไป เห็นมั้ยครับดารานี่เปรียบเสมือนเพื่อนเราจริงๆนะครับ บางทีผมว่าเราเห็นหน้าดารามากกว่าเราเห็นหน้าแฟนของเราเสียอีก

เข้าเรื่องดีกว่า ดาราหรือบุคคลรู้จักนะครับ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. Celebrity Endorsers คือ บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการต่างๆ
2. Person Endorsers คือ บุคคลทั่วๆไปที่มีรูปร่างหน้าตาดี แต่อาจยังไม่เป็นที่รู้จัก

ขั้นตอนการเลือกดารามันมีหลายหลายตำรา หลายสำนัก ในการเลือก แต่ตำราผมมี 4 อย่างที่สำคัญและเข้าใจง่ายๆ คือ
1. คุณจะใช้ดารามาช่วยอะไรให้คุณ
2. ถ้าจะเลือกดาราอย่างถูกต้อง ต้องหาข้อมูลว่าดาราทั้งหมด คนไหนเหมาะสมกับคุณที่สุด
3. คุณคิดอย่างไรกับเงินก้อนใหญ่ที่จะโฆษณาดาราและสินค้าของคุณเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นบ้าง
4. พิจารณาจากระยะเวลาที่เหมาะสม
ลองมาดูว่าดาราดาราหญิงค่าตัวสูงสุดในปีที่แล้ว ขอขอบคุณข้อมูลจากกระปุกดอทตอม

อันดับ 1 อั้ม พัชราภา โฆษณา 8.6 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 2 ชมพู่ อารยาโฆษณา 7.5 ล้าน / ชิ้น

อันดับ 3 พลอย เฌอมาลย์ โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 4 แอน ทองประสมโฆษณา 6 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 5 แอฟ ทักษอร โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 6 นุ่น วรนุช โฆษณา 5.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 7 เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ โฆษณา 6.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 8 แพนเค้ก เขมนิจ โฆษณา 5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 9 ญาญ่า อุรัสยา โฆษณา 4.5 ล้านบาท / ชิ้น

อันดับ 10 มิน พีชญา โฆษณา 4.5 ล้านบาท / ชิ้น

ข้อดีของการใช้ดารามาโฆษณา ก็คือ
1. Credibility (ความน่าเชื่อถือ) แปลว่า ใช้คุณสมบัติของตัวดารามาสร้างความมั่นใจ (Confidently), ความเชื่อถือ (Believe) และความไว้วางใจ (Trust) เช่น นางงามจักรวาล นาตาลี เกลโบวา มาโฆษณาเครื่องสำอาง BSC, พีท ทองเจือ เป็นดารานักแข่งรถโฆษณา ปตท. หรือแม้แต่ ลิโอเนล เมสซี่ โฆษณา อาดิดาส  เพราะว่าเสมือนดั่งดาราคนนั้นใช้ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

adidas-F50-adiZero-1_1200x870
2. Brand Linkage (ความเชื่อมโยงของแบรนด์กับดารา)  คือ เมื่อไรที่เห็นดาราคนนี้จะนึกถึงแบรนด์นั้นๆได้ทันที เช่น น้าแอ๊ด คาราบาว โฆษณาคาราบาวแดง , นุสบากับลูกๆ พรีเซนเตอร์โฆษณานมผงดูเม็กซ์, ไมเคิล จอร์แดน เป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ไนกี้ เมื่อไรที่เห็นไมเคิล แทบจะแยกความเป็นไนกี้ไม่ออกเลยทีเดียว หรือ กีกี้ ศักดิ์ นานา นักดริฟท์รถชื่อดังโฆษณาเครื่องดื่มกระทิงแดง

Michael_Jordan_Wings_6_by_creative_360mj sponsor
3. Attractiveness (การสร้างเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ) คือ สร้างแรงดึงดูด หมายความว่าตามปกติแล้วการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ มันก็เสมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูดอยู่แล้ว และยิ่งเลือกพรีเซนเตอร์ที่โดนๆและดึงดูด มันก็จะสร้างความน่าสนใจได้ยิ่งๆขึ้นไปอีก เช่น บัวขาว โฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า, ตุ๊กกี้ โฆษณาซันซิล, ณเดชน์ ญาญ่า โฆษณามันฝรั่งเลย์ เป็นต้น
Banner Pancake

โมเดลการตลาดแบบที่ใช้ดารานี้ได้ถูกนำมาพัฒนาและลบจุดอ่อนต่างๆของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง อาจมีการใช้ชื่อเสียงของดารานั้นๆ เป็นเพียงตัวจุดพลุให้เกิดความสนใจในระยะแรก พูดง่าย ๆ คือถ้าใช้งบประมาณทางการตลาดเท่า ๆ กัน สินค้าของดาราจะได้เปรียบกว่า เพราะนอกจากชื่อเสียงของดารา ที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจในสินค้าแล้ว ตัวดาราเองยังได้ฟรีมีเดียเยอะ จากการไปออกรายการทีวี รายการ Gossip ต่างๆ หรือจากการให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ ซึ่ง หลังจากนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือต้องหันไปปรับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ โดยเป้าหมายทางการตลาดให้สินค้าเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง

ถือว่าไม่ใช่เล่นๆนะครับสำหรับการจะจ้างดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ สำหรับธุรกิจ SME ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นต้องลองชั่งใจ คำนวณความคุ้มค่าต่างๆดูว่า สมควรจะนำดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์เรารึเปล่า บางทีท่านอาจต้องเลือกดาราให้ดี มิฉะนั้นถ้าแบรนด์เราแขวนอยู่กับดารามากเกินไปบางทีแล้วพฤติกรรมของดาราอาจทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าท่านพังลงชั่วข้ามคืนก็เป็นได้ แต่ในทางกลับกันแบรนด์ต่างๆก็แจ้งเกิดด้วยการใช้ดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ เช่น วุฒิศักดิ์คลีนิก เป็นต้น น่าคิดนะครับ
ปล. ขอบคุณนิตยสาร SMEs Plus

Filed under: Other, Packaging Strategy, , , , , , , , , , , , , ,

Join to Fan Page